ย้อนรอยประวัติศาสตร์เยอรมัน ตั้งแต่อดีต ยุคกลาง สงครามโลก จนถึงปัจจุบัน

เยอรมนีในปัจจุบัน

ตามมาดูประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศเยอรมันไล่ตั้งแต่กำเนิดของชนเผ่าเยอรมันตั้งแต่ยุคจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ยุคกลาง ยุคปฎิรูปศาสนา บทบาทในสงครามโลกครั้งที่ 2 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เรื่อยมาจนถึงยุคหลังสงครามและการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

ประวัติศาสตร์เยอรมัน

ประวัติศาสตร์เยอรมัน

ย้อนไปตั้งแต่ประวัติศาสตร์การถือกําเนิดเกิดขึ้นของชนเผ่าเยอรมัน เมื่อครั้งจักรวรรดิโรมันเรืองอํานาจได้แผ่ขยายอาณาเขตขึ้นมาทางเหนือจนถึงแม่น้ำไรน์กับแม่น้ำดานูบ จนได้ก่อตั้งเมืองขึ้นหลายเมืองที่อยู่ในเขตแดนเยอรมันปัจจุบันมีโคโลญ (Cologne) ไมนซ์ (Mainz) เทียร์ (Tier) และเอาก์สบูร์ก (Augsburg) ทั้งหมดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไรน์และดานูบฝั่งตะวันตก

ในขณะที่ชนเผ่าเยอรมันดั้งเดิมอาศัยอยู่ฝั่งขวาหรือด้านบนของแม่น้ำ แม้กองทัพโรมันอยากพิชิตแดนดินของชาวเยอรมันผนวกเข้ากับจักรวรรดิ ด้วยมองว่าพวกเยอรมันไม่รู้จักสร้างเมืองและมีวัฒนธรรมที่ด้อยกว่าพวกตน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถนําวิทยาการแบบโรมันไม่ว่าจะเป็นโรงละคร โรงอาบน้ำ ถนน สะพาน หรือสิ่งก่อสร้างแบบโรมันเข้ามาในเขตเยอรมันได้สําเร็จ ปัจจุบันเราจึงเห็นเมืองจากยุคโรมันตามที่กล่าวถึงไปข้างต้นเท่านั้น

จนถึงสมัยศตวรรษที่ 5 กลับกลายเป็นชาวเยอรมันที่ได้ขยายอาณาเขตจากแม่น้ำไรน์ไปทางตะวันตก และจากแม่น้ำดานูบลงไปทางใต้พร้อมๆกับการล่มสลายของอาณาจักรโรมันในช่วงปลายศตวรรษที่ 5 ชนเผ่าแฟรงก์ (Frankish) ในฝรั่งเศสก็ได้ก่อตั้งจักรวรรดิแฟรงก์ขึ้นมา จนถึงยุคของพระเจ้าชาร์ เลอมาญผู้ยิ่งใหญ่ก็สามารถแผ่ขยายดินแดนเข้ามายังอาณาเขตของเยอรมนี้ส่วนใหญ่ได้ จนได้รับการสถาปนาจากสมเด็จพระสันตะปาปาให้เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในปี ค.ศ. 800 พระองค์ได้วางรากฐานการปกครองและออกกฎหมายเป็นมาตรฐานสําหรับการปกครองแว่นแคว้นต่างๆ โบสถ์วิหารและสํานักสงฆ์ได้เกิดขึ้นโดยทั่วไป ศาสนาคริสต์ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในเยอรมนีตั้งแต่นั้นมา

แต่หลังจากที่พระองค์สวรรคต อาณาจักรได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ตะวันออกเป็นของเยอรมัน ตะวันตกเป็นของฝรั่งเศส มีบางแคว้นตรงกลางที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งก็คือแคว้นลอแรน (Lorraine) และอัลซาส (Alsace) แต่สุดท้ายก็กลายเป็นของฝรั่งเศสในปัจจุบัน ส่วนเยอรมนีได้แคว้น Saarland กับ Rheinland-Palatinate ไป ในช่วงนี้เยอรมนีมีการปกครองแบ่งออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ แต่ละแคว้นมีกษัตริย์ พระ หรืออาร์คบิชอปเป็นเจ้าผู้ครองนคร มีการสร้างปราสาทราชวังแสดงอาณาเขตของตนเอง บางครั้งมีการสู้รบแย่งดินแดนกัน

ยุคกลาง

ยุคกลาง

จนถึงปี ค.ศ.955 พระสันตะปาปาได้แต่งตั้งพระเจ้าออตโตมหาราชขึ้นเป็นจักรพรรดิ และในช่วง เวลาต่อมาหลายร้อยปี กษัตริย์จากหลายราชวงศ์ของเยอรมนีก็ได้ก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิพระองค์แล้วพระองค์เล่ามากกว่าราชวงศ์จากเชื้อชาติอื่นๆ ดินแดนแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งชาติเยอรมัน” อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ยังมีความขัดแย้งแย่งชิงอํานาจกันระหว่าง จักรพรรดิและศาสนจักร เกิดการสู้รบมากมายหลายครั้ง ประชาชนและชาวนาถูกเรียกไปเป็นทหาร จําต้องยกที่ดินให้กับขุนนาง หรือไม่ก็บาทหลวงเพื่อแลกกับการปลดประจําการ

หลังศตววรษที่ 10 เมืองใหม่ๆในเยอรมันได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นไม่ว่าจะเป็นแฟรงค์เฟิร์ต มิวนิค เนิน แบร์ก เบอร์ลิน ไลพ์ซิก และเดรสเดน เป็นต้น นักบวชได้ใช้ศาสนาในการหาผลประโยชน์กับชาวบ้าน โดยอาศัยความเชื่อในเรื่องพิธีกรรมและการแสวงบุญ จนถึงขั้นที่ทุกคนสามารถซื้อใบไถ่บาปได้ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทําให้ มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) พระชาวเยอรมันลุกขึ้นมาเขียนคําประท้วง 95 ข้อบนประตูโบสถ์ที่เมืองวิทเทนแบร์ก (Wittenberg) ในปี 1517 เพื่อประณามอํานาจของพระสันตะปาปาและการกระทําที่เสื่อมศีลธรรม ความละโมบ การเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของศาสนาของนักบวช

ยุคปฏิรูปศาสนา

ยุคปฏิรูปศาสนา

การกดขี่ชนชั้นชาวนาทําให้เกิดการลุกฮือต่อต้านจนเกิดเป็นสงครามทางศาสนาต่อเนื่องยาวนานที่ รู้จักในชื่อ “สงคราม 30 ปี” (ค.ศ.1618-1648) ไม่เฉพาะในเยอรมนี้เท่านั้นแต่ยังได้ลุกลามไปยังดิน แดนอื่นทั่วยุโรป แต่การสู้รบส่วนใหญ่ก็เกิดอยู่ในเยอรมัน ทําให้โบสถ์วิหารและงานศิลปะภายในโบสถ์ถูกทําลายไปมากมาย ผลสุดท้ายทําให้ศาสนาคริสต์แตกออกเป็น 2 ขั้วคือ นิกาโรมันคาทอลิกดั้งเดิมกับนิกายโปรเตสแตนท์ที่ได้ปฏิรูปใหม่ตามหลักการของ มาร์ติน ลูเธอร์ ที่เน้นความสมถะเรียบง่าย ไร้สิ่งฟุ่มเฟือย

ในเยอรมนีเองก็มีประชาชนนับถือทั้ง 2 นิกาย คือ ทางภาคกลางและตอนเหนือของประเทศนับถือโปรเตสแตนท์ ส่วนทางใต้และฝั่งตะวันตกนับถือคาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ ผลของสงครามทําให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งชาติ เยอรมนีเริ่มอ่อนแอลงก่อนล่มสลายลงในศตวรรษที่ 19 ทําให้ราชวงศ์ฮับสบูร์กแห่งออสเตรียได้ครอบครองดินแดนทางใต้แถบบาวาเรีย ราชวงศ์บรันเดนบูร์กแห่งปรัสเซียได้ครอบครองดินแดนทางเหนือแถบกรุงเบอร์ลินในปัจจุบัน และก่อตั้งเป็นอาณาจักรไรซ์ (Reich) ที่ 1

ในปี ค.ศ.1803 นโปเลียนแห่งฝรั่งเศสมีชัยเหนือกองทัพปรัสเซียและยึดเบอร์ลินได้ ก่อนเคลื่อนกองทัพบุกรัสเซีย แต่ผลสุดท้ายก็พ่ายแพ้เพราะสภาพอากาศหนาวเหน็บ เมื่อปี 1813 นโปเลียนถูกเนรเทศ หลังจากนั้นมีการประชุมจัดสรรดินแดนที่สภาแห่งเวียนนา ผลคือเยอรมันถูกแบ่งออกเป็นรัฐย่อยๆทําให้ระบบศักดินาและศาสนจักรกลับคืนมาอีกครั้ง

จักรวรรดิเยอรมัน

ออตโต ฟอน บิสมาร์ก แห่งปรัสเซีย

ปี ค.ศ.1861 ออตโต ฟอน บิสมาร์ก แห่งปรัสเซีย ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์วิลเฮล์มแห่งปรัสเซีย ให้เป็นผู้นํารัฐบาล เขาใช้วิธีทางการทูตเจรจาผนวกเอาเยอรมนีเข้าเป็นดินแดนเดียวกัน จากนั้นได้ บุกออสเตรียและฝรั่งเศสตามลําดับ แล้วสถาปนาจักรวรรดิเยอรมนีใหม่หรืออาณาจักรไรซ์ที่ 2 ขึ้น ที่ห้องกระจกในพระราชวังแวร์ซายน์ จักรวรรดิเยอรมนี้ใหม่ได้ขยายดินแดนไปยังต่างทวีปในยุคล่า อาณานิคมเหมือนกับมหาอํานาจอื่นๆ อย่างไรก็ตามจักรวรรดินี้ก็ดํารงอยู่ได้เพียง 47 ปี ก่อนล่มสลายไปหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ.1918 หลังสิ้นสุดสงครามเยอรมนีเปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นระบอบสังคมนิยม กระแสคลั่งชาติเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสนธิสัญญาระบุว่าเยอรมนีเป็นผู้ผิดแต่ผู้เดียว และต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามอีกเป็นจํานวนมหาศาล

อาณาจักรไรซ์ที่ 3 และฮิตเลอร์

อาณาจักรไรซ์ที่ 3 และฮิตเลอร์

ในปี 1929 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วยุโรปและดินแดนส่วนอื่นของโลก ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเยอรมันแร้นแค้นยิ่งขึ้น ทําให้พรรคนาซีได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น จนกระทั่งปี 1933 ฮิตเลอร์ก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และอาณาจักรไรซ์ที่ 3 (ค.ศ. 1933-1945) ได้ถือกําเนิดขึ้นพร้อมกับความตื่นตะลึงและความหวาดวิตกของชาวโลก

นอกจากการรุกรานชาติเพื่อนบ้านเพื่อผนวกเอาดินแดนเป็นของเยอรมนี แล้วพรรคนาซียังมีนโย บายกําจัดศัตรูทางการเมืองและการกีดกันชาวยิวออกจากการเป็นพลเมืองเยอรมันในแถลงการณ์ปี 1920 พรรคนาซีเคยประกาศไว้ว่า “นอกเหนือจากชนชาติเยอรมันแล้วก็ไม่มีชนชาติอื่นใดที่มีสิทธิ์ เป็นพลเมืองเยอรมัน ไม่ว่าคนผู้นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม” เมื่อได้ขึ้นเป็นรัฐบาลนโยบายนี้จึงถูก นํามาปฏิบัติ ไม่ว่าการห้ามชาวยิวแต่งงานกับคนเยอรมัน การยกเลิกสถานะพลเมือง จนนําไปสู่การ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลหมู่มนุษยชาติ

ประมาณกันว่ามีชาวยิวถูกสังหารไปราว 6 ล้านคนไม่เฉพาะในเยอรมนี้เท่านั้น แต่รวมถึงชาวยิวในออสเตรีย เชคโกสโลวาเกีย หรือโปแลนด์ที่เยอรมนี้ได้รุกคืบขยายอาณาเขตออกไป โดยทําสัญญาลับๆกับโซเวียตว่าจะไม่รุกรานกัน อังกฤษกับฝรั่งเศสได้ประกาศสงครามกับเยอรมนี้ในปี 1939 นับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลก ครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากนั้นเยอรมนี้ได้รุกรานลักเซมเบิร์ก เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และผิดสัญญากับสหภาพโซเวียต โดยบุกเลนินกราด มอสโก และยูเครนเกือบจะสําเร็จอยู่แล้ว แต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเหน็บจึงไม่ สามารถยึดได้ และในปี 1941 ก็หันมาประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเป็น ฝ่ายรุกคืบคืนบ้างโดยโซเวียตบุกทางตะวันออก กองทัพอังกฤษและสหรัฐบุกทางชายฝั่งนอร์มังดีทางตอนเหนือของฝรั่งเศส การทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ในเมืองต่างๆของเยอรมันจึงเริ่มขึ้น ทําลายอาคารบ้านเรือน สถานที่ราชการ โบสถ์วิหาร สะพานและสถานที่ทางยุทธศาสตร์อื่นๆนับไม่ถ้วน บางเมืองพังราบคาบเป็นหน้ากลอง ชีวิตพลเมืองก็ไม่เว้นเช่นการถล่มเมืองฮัมบูร์กครั้งหนึ่งมีประชาชนเสียชีวิตไป ราว 40,000 คน ในที่สุดกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรก็บุกถึงกรุงเบอร์ลินเมื่อเดือนมกราคม ปี 1945 ฮิตเลอร์เก็บตัวอยู่แต่ในหลุมหลบภัย จนกระทั่งวันที่ 30 เมษายนปีเดียวกัน เขาและผู้ร่วมอุดมการณ์ก็ฆ่าตัวตายพร้อมๆกับการสิ้นสุดลงของจักรวรรดิไรซ์ที่ 3 อันโหดร้ายของพวกเขา

กําแพงเบอร์ลิน

กําแพงเบอร์ลิน

หลังสงครามเมืองส่วนใหญ่ในเยอรมนีพังพินาศย่อยยับ จนถึงทุกวันปัจจุบันนี้โบราณสถานสําคัญบางแห่งก็ยังบูรณะไม่เสร็จ ประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ทางตะวันตกมอบให้อเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นผู้ดูแล ด้านตะวันออกเป็นของสหภาพโซเวียต แม้กระทั่งกรุงเบอร์ลินที่อยู่ในเขตตะวันออกยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง แต่ดูเหมือนว่าเยอรมันตะวันตกฟื้นฟูประเทศได้เร็วกว่าด้วยความช่วยเหลือจากอเมริกา ทําให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น ตรงข้ามกับเยอรมันตะวันออกที่มีแต่ความตกต่ำลําบากยากจน ผู้คนจึงอพยพหลั่งไหลข้ามมาอยู่ในฝั่งตะวันตกกันมาก จนโซเวียตได้ประกาศปิดประเทศเยอรมันตะวันออกด้วยการสร้างกําแพงเบอร์ลินในปี ค.ศ.1961 ล้อมกรอบประชาชนไม่ให้อพยพออกนอกเขตกําแพง อย่างไรก็ตามยังมีประชาชนที่ต้องการอิสรภาพและชีวิตที่ดีขึ้นได้หาวิธีการหลบหนีออกนอกแนวกําแพงนี้อยู่ตลอดเวลา

ยุครวมชาติ

ยุครวมชาติ

หลังจากนั้นมีความพยายามในการรวมประเทศ การไปมาหาสู่ของคนทั้งสองฝังเริ่มผ่อนคลาย เมื่อไม่มีความจําเป็นแล้วกําแพงเบอร์ลินก็ถูกพังทลายลงเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1989 รวมแนวกําแพงเบอร์ลินช่วงที่พาดผ่านประตูบรันเดนบูร์ก ระยะเวลาที่มีกําแพงปิดกั้นคนทั้งสองฝั่งนานถึง 28 ปี และการรวมประเทศก็ประสบผลสําเร็จอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.1990 แต่ความแตกต่างอย่างสุดขั้วของชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ ทําให้คนทั้งสองฝั่งต้องปรับตัวเข้าหากันอยู่นาน ทุกวันนี้ภาพความแตกต่างดังกล่าวไม่มีให้เห็นแล้ว

เยอรมนีในปัจจุบัน

เยอรมนีในปัจจุบัน

เยอรมันทุกวันนี้เป็นประเทศที่โดดเด่นมีบทบาทในเวทีโลกแทบทุกด้านทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ เป็นผู้นําในการตั้งประชาคมยุโรปและการใช้เงินยูโร เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของหลายประเทศ ระบบ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สังคมที่มีระเบียบวินัย ความสามัคคีและการประหยัดอดออม ทําให้ทุกวันนี้ เยอรมนี้มีความเจริญก้าวหน้าทันสมัยในหลายด้าน รถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ BMW และอีกหลาย ยี่ห้อที่ผลิตจากเยอรมัน ถือว่าเป็นรถยนต์คุณภาพเยี่ยมของโลก ทีมฟุตบอลอินทรีเหล็กเยอรมันเป็น เจ้าแห่งวงการลูกหนัง นอกนั้นยังมีรถไฟเยอรมันที่วิ่งเร็วไม่แพ้รถไฟความเร็วสูงของประเทศอื่นๆ

ในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แม้โบราณสถาน ปราสาทราชวัง โบสถ์วิหารและสถานที่สําคัญ หลายแห่งได้ถูกทําลายไปในช่วงสงครามโลก รัฐบาลเยอรมันได้พยายามบูรณะเรื่อยมา หลายแห่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นักดนตรีคลาสสิกหลายคนก็เป็นชาวเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็น โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค, ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน, ริชาร์ด วากเนอร์, โยฮันเนส บรามส์ เป็นต้น รวมทั้งกวีชื่อดัง เกอเธ่อ พี่น้องตระกูลกริมม์ และนักปรัชญาอย่าง อิมมานูเอล คานท์, จอร์จ วิลเฮลม์ ฟรีดริช เฮเกิล

นอกจากนี้เยอรมนี้ยังมีเบียร์เยอรมันให้ได้ทดลองดื่มไม่ต่ำกว่า 5,000 ยี่ห้อ ไส้กรอกเยอรมันอีกราว 1,500 ชนิด รวมทั้งเทศกาลทางวัฒนธรรมที่สนุกสนาน งานแสดงสินค้าที่สลับสับเปลี่ยนจัดขึ้นตลอดทั้งปี การท่องเที่ยวในเยอรมนีจึงมีทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลิน สัมผัสเรียนรู้จากสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ผสมผสานกับเรื่องราวสมัยใหม่ได้อย่างลงตัวที่ทําให้เยอรมนีเป็นอีกหนึ่งประเทศยุโรปที่เที่ยวได้สนุกประทับใจแน่นอน