สือช่าให่ (SHICHAHAI) ฉายา “โอเอซิสแห่งเมืองปักกิ่ง”

shichahai

-สือช่าให่ (Shichahai)-
ฉายา “โอเอซิสแห่งเมืองปักกิ่ง”

ถ้าออกจากประตูทิศเหนือของอุทยานเปยไห่ ให้เลี้ยวซ้ายไปเล็กน้อยแล้วข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ทางซ้ายจะเห็นรถไฟใต้ดินสถานี Beihai North เดินไปทางขวาจะเจอปากทางที่มีสามล้อจอดเรียงเพียบ 

เดินเข้าซอยไปจนเจอ 3 แยกแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนน Qianhai Beiyan แถบนี้เริ่มมีร้านอาหารเป็นระยะๆ เดินต่อไปอีกนิดจะถึงทะเลสาบเฉียนไห่ (Qianhai) แหล่งท่องเที่ยวของวัยรุ่นชาวจีน และเห็นน้องๆที่เพิ่งจบการศึกษาใส่ชุดครุยรับปริญญามาถ่ายรูปกันอย่างเบิกบานโดยมีฉากหลังเป็นทะเลสาบที่มีดอกบัวสีชมพูผลิบาน ส่วนร้านรวงแถวนี้ก็ดูดีมีสไตล์ เลยเชียวแต่ยังคงคอนเซ็ปต์สไตล์จีนโบราณร้านสีแดง ประตูหน้าต่างฉลุหลังคาทรงเก๋งจีน แต่กลับขายอาหารหลากหลายมีทั้งร้านเป็ดปักกิ่ง ผับบาร์ ร้านปิ้งย่าง ร้านขายของที่ระลึก แม้แต่ Starbucks ก็เป็นอาคารจีนโบราณ ไม่มีแม้แต่ชื่อร้านเป็นภาษาอังกฤษ (มีแค่ชื่อจีน) แต่โลโก้นางเงือกไซเรนสีเขียวแปะที่กระจกอยู่แค่นั้น

แนะนําว่าควรไปช่วงค่ำๆ เพราะ เร็วไปบางร้านยังไม่เปิดและกลางคืนยามร้านรวงที่รอบทะเลสาบเปิดไฟแล้วแสงไฟ สะท้อนกับผิวน้ำจะช่วยเพิ่มบรรยากาศอีกหลายเท่าเชียวนะ

สือช่าไห่แหล่งย่านเก่าแก่เต็มไปด้วยชุมชนหูห่งกระจัดกระจายตามตรอกซอกซอยต่างๆ บริเวณสือช่าไฟประกอบด้วยทะเลสาบที่มนุษย์ขุดขึ้นเอง 3 แห่งคือ ทะเลสาบเฉียนได้ (Qianhai) อยู่ตอนล่าง, ทะเลสาบโฮ้วไห่ (Houhai) อยู่ตอนบนและทะเลสาบที่ขนาดเล็ก สุดคือซีไห่ (Nihai) อยู่ทิศตะวันตก ผู้คนที่อาศัยในย่านนี้มาผ่อนคลายเดินเล่นบริเวณริมทะเลสาบ ต่างจากสิ่งแวดล้อมด้านนอกที่เร่งรีบรถราแน่นขนัดในกรุงปักกิ่งดูเหมือนเวลานี้ ในยามเย็นที่บรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายปิดทําการไปแล้วการมาเดินเล่นในบริเวณสือช่าไห่ ทําให้รับรู้ได้ถึงความสงบค่อยๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไปเดินดูผู้คนร้านรวงชิมขนมเป็นความสุขที่ง่ายๆแต่มีอยู่จริง

ส่วนไฮไลท์ที่ห้ามพลาด คือ สะพานหยิงติง (Ying Ding) ที่เชื่อมระหว่างทะเลสาปโฮ้วให่กับทะเลสาบเฉียนไห่กับทะเลสาปเฉียนไห่ที่ทั้งสั้นและแคบจริงๆ โดยเฉพาะสะพานช่องเดียวอย่างสะพานหยิงติงนี้ นับเป็นจุดไฮไลท์ของย่านสือข่าไห่ในการชมทัศนียภาพของย่านนี้ หากไปในจังหวะดีๆจะได้เห็นเรือแจวลอดผ่านสะพานอย่างเฉียดฉิวระยะห่างไม่กี่นิ้วทำให้แอบลุ้นเล็กๆ

การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสาย 8 ลงสถานี Shichahai หรือ สาย 6 ลงสถานี Beihai North ทางออก B เดินตรงไปจนเห็นสามล้อจอดหน้าปากซอย

ย่านบ้านเรือนโบราณหูท่ง

หูท่งในปัจจุบันลดจํานวนลงไปมากมาย ตั้งแต่ปักกิ่งเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ในปี ค.ศ. 2008 ได้มีการเวนคืนที่ไปก่อสร้างสนามกีฬา อาคารทันสมัยและถนนหนทาง ส่วนหูห่งที่ยังมีชีวิตจะพบได้ที่บริเวณรอบๆ หอกลอง หอระฆัง ย่านสือช่าไห่ 

หูท่ง…เอกลักษณ์ที่เริ่มสาบสูญ

หูท่ง คือย่านบ้านเรือนโบราณใจกลางปักกิ่ง ถนนจะคับแคบคล้ายตรอกซอกซอยเล็กๆ แตกแขนงตั้งเส้นเลือดฝอย ลักษณะเป็นบ้านหลังเล็กๆชั้นเดียวติดกัน หลังคากระเบื้องศิลปะจีนโบราณมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง เดิมที่ขุนนางที่จักรพรรดิพอพระทัย จะได้รับมอบที่ดินให้ส่วนที่อยู่รอบๆพระราชวัง เพื่อสร้างบ้านพักอาศัยของขุนนางและข้าราชบริพาร โดยรอบๆทะเลสาบใส่วไห่ มีหูห่งที่ยังเหลืออยู่มากที่สุด สําหรับบ้านขนาดใหญ่ ของคนที่มีฐานะจะเรียกว่า
“ชื่อเหอย่วน” ส่วนหลังเล็กๆ ดูโทรมๆ เป็นของคนที่ฐานะยากจน 
ในบางตรอกชื่อของหูห่งจะยึดตามอาชีพของคนในชุมชนนั้น เช่น ตรอกชา ช่างไม้ เป็นต้น ผู้คนดั้งเดิมในย่านจะรู้กันกันดี

หอระฆังและหอกลอง

ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเก่า ตั้งอยู่ในเส้นที่แบ่งครึ่งปักกิ่งในแนวเหนือ-ใต้ โดยอยู่ทางทิศเหนือ ของพระราชวังต้องห้าม โดยใช้เพื่อตีบอกเวลาในสมัยราชวงศ์หยวน หมิงและชิง หอกลองและหอระฆังอยู่ตรงกันข้ามกันราว 100 เมตร ส่วนพื้นที่ตรงกลางเป็นลานสาธารณะที่ผู้อาศัยในย่านนี้มาพักผ่อนกันมากมาย

เปิดให้บริการเวลา: 09:00-17:00 น.
ค่าใช้จ่าย: ค่าเข้าชมหอระฆัง15 หยวน หอกลอง 20 หยวน ตัวรวม 30 หยวน
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสาย 8 สถานี Shichahai ทางออก A2 เดินไปทิศเหนือ จะเจอ หอกลองก่อนรถไฟใต้ดินสาย 2 สถานี Guloudaijie ทางออก G เดินไปทิศใต้ จะเจอหอระฆังก่อน

  • หอระฆัง (Zhonglou)

เดิมสร้างสมัยราชวงศ์หมิงแต่ภายหลังถูกไฟไหม้ ทําลายไปและถูกสร้างใหม่ในสมัยราชวงศ์ชิง ค.ศ.1745 ลักษณะโครงสร้างก่อหินสีเทา 2 ชั้นสูง 48 เมตร ระฆังใช้ตีบอกเวลาร่วมกันกับหอกลองตั้งแต่ราชวงศ์หยวนหมิง และชิง ด้านบนมีระฆังขนาดใหญ่หนัก 63 ต้น สูง 4.5 เมตร ทําจาก ทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่และหนักที่สุดในจีน

shichahai

Note:  หอกลองตีทุก 09:30, 10:00, 11:30, 13:30, 14:30, 15:30, 16:45 น. และในหน้าร้อนเพิ่ม รอบ 17.15 น.

  • หอกลอง (Gulou)

เดิมสร้างในราชวงศ์หยวน ค.ศ.1272 ในบริเวณใจกลางเมืองหลวงต้าตู (Dadu-ชื่อเดิม) หรือชื่อปักกิ่งในปัจจุบัน และถูกทําลายไปเนื่องจากไฟไหม้ ที่เห็นในปัจจุบันสร้างสมัยราชวงศ์หมิงในปี ค.ศ.1420 สมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ โดยย้ายตําแหน่งไปทิศตะวันออกจากของเดิมเล็กน้อย ลักษณะโครงสร้างชั้นล่างเป็นหินทาสีแดง ส่วนด้านบนมีกลองทั้ง 25 ใบ ของเดิมถูกทําลายไปในสมัยกบฏนักมวยโดยทหารต่างชาติ ที่เหลือรอดมาเพียงกลองใบใหญ่ 1 ใบ เมื่อขึ้นไปจะพบกับวิวหลังคาบ้านเรือนย่านหูห่งที่อยู่รอบๆหอกลอง และหอระฆัง เรียกว่าหนานหลัวคู่เซียง (Nanluogu Xiang)

– สนามกีฬารังนก –
National Olympic Stadium

แม้ว่าจีนจะเคยเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกไปเมื่อวันที่ 8 เดือน 8 ค.ศ. 2008 ในเวลา 08:08:08 น. คือ 2 ทุ่ม 8 นาที 8 วินาที ผ่านไปแล้วนั้น แต่สถานที่นี้ก็ยังมีผู้มาเยี่ยมชมไม่น้อย ยิ่งเวลาพลบค่ำที่ไฟเริ่มสาดส่องทําให้สนามกีฬารังนกเรืองรอง อลังการยามเปลี่ยนสีตัดกับท้องฟ้าที่โล่งกว้างมืดสนิท ทั้งนักท่องเที่ยวเองหรือชาวจีนก็ตามนิยมมาเดินเล่นถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน

สนามกีฬาแห่งนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันออกแบบโดย Herzog & de Meuron นัก ออกแบบชาวสวิส โครงสร้างคล้ายรังนกโดยใช้เหล็กมาพันคล้ายริบบิ้น ส่วนหลังคามีแผ่น โปร่งแสงคลุมกันฝน อัฒจันทร์สีแดงตั้งใจสื่อถึงพระราชวังต้องห้าม ว่ากันว่าในช่วงที่จีนสร้าง สนามแห่งนี้ใช้ทรัพยากรเหล็กมหาศาลมาก มีส่วนทําให้ราคาเหล็กในตลาดโลกสูงลิบนักเก็งกําไรได้กําไรถ้วนหน้า แต่ในเวลาไม่นานราคาเหล็กก็ดําดิ่ง ไม่เคยฟื้นเท่าราคานั้นอีกเลย และในปี ค.ศ. 2022 จีนรับเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว จะใช้สนามรังนกแห่งนี้ในพิธีเปิดและปิดงาน รวมทั้งใช้แข่งขันกีฬาบางชนิดด้วย

shichahai

เวลาให้บริการ: เม.ย. – ต.ค. 09:00-19:00 น.นอกฤดู 09:00-17:30 น.
ค่าใช้จ่าย: ฟรี (ด้านนอก) ค่าตัวเริ่มต้นที่ 50 หยวน
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสาย 8 สถานี Olympic Sport Center ทางออก B2 เดินไปทิศ เหนือราว 800 เมตร

– สนามที่เธาว่ายน้ำแห่งชาติ –
National Aquatics Center

ตั้งอยู่ในทิศเบื้องตรงข้ามกับสนามกีฬารังนก อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายฟองน้ำดู เหมือนมีฟองอากาศอยู่ภายในลอยขึ้นตลอดเวลา ออกแบบโดยกลุ่มสถาปนิกจีน อังกฤษ และออสเตรเลีย เคยใช้สําหรับแข่งกีฬาทางน้ำในกีฬาโอลิมปิก ค.ศ. 2008 ปัจจุบันเป็นสวนน้ำในร่มที่ใหญ่ที่สุดเอเชียชื่อว่า Happy Magic Water Park และในยามนี้ดูเหมือนว่าทั้ง 2 สนามกีฬาจะไม่มีใครยอมใครต่างเปล่งแสงเย้ายวนชวนให้ถ่ายรูปกันทั้งคู่เชียว 

วันนี้วันสุดท้ายที่จะได้เก็บเกี่ยวความทรงจําในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่มายาวนาน แม้จะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวประเทศจีนมามาก แต่การได้มาเห็นด้วยตนเองได้ สัมผัสผู้คน รสชาติอาหาร บรรยากาศ การหลงทาง และการเดิน (มาราธอน) ติดต่อกันหลายวัน จะทําให้ความทรงจํานี้มีสีสันเมื่อนึกย้อนเสมอๆ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet