‘อุทยานเปยไห่’ สวนเดิมของพระราชวังที่มีประวัติศาสต์มาอย่างยาวนาน

beihai-park

-อุทยานเปยไห่-
beihai-park

อุทยานเปยไห่ เปิดใช้เมื่อ ค.ศ.1925 แต่เดิมเป็นสวนของพระราชวังมีมานานกว่า 1,000 ปี ด้านในมีทั้งศาลาพลับพลา และวัดที่สร้างสมัยกุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวน และขยายพื้นที่จนมีขนาดใหญ่ในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ส่วนของทะเลสาบมีชื่อเช่นเดียวกันคือทะเลสาบเป่ยไห่ มีเกาะตรงกลางคือ เกาะหยก (Jade Island) เกิดจากการนําดินที่ขุดจากทะเลสาบมาถมเป็นภูเขาลูกย่อมๆทางด้านบนสุดมีเจดีย์รูปทรงทิเบตสีขาวขนาดใหญ่สูง 36 เมตร เพื่อรําลึกถึงการมาเยือนประเทศจีนของ ดาไลลามะองค์ที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 1651

เวลาบริการ: 06:00-20:00 น.
ค่าใช้จ่าย: ตั๋วรวม (สวน, Qionghua Islet, Circular City) เม.ย.-ต.ค. 20 หยวน นอกฤดู 15 หยวน
การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสาย 6 ลงสถานี Beinai Bei ทางออก B เดิน 5 นาที เข้าประตูทิศเหนือ

  • The Tuancheng Circular City

ประตูทางเข้าจะอยู่ด้านนอกอุทยานเบี้ยไร่ ต้องเดินออกประตูทิศใต้ของอุทยานไป (ตัวที่ซื้อมาสามารถเข้าออกอุทยานเบี้ยให้ซ้ำได้)

The Tuancheng เคยเป็นส่วนหนึ่งของวัง Daning Gong สมัยราชวงศ์จินแต่ในยุคราชวงศ์หยวนใช้ชื่อว่า หยวน (Yuandi) หรือ Yingzhou ในบริเวณมีศาลา Chengguang Dian (Hall of Divine Light) เป็นศาลาสําคัญ มีหลังคา 2 ชั้น ผนังทั้ง 4 ด้าน มีห้องที่ยื่นออกไปและครอบด้วยหลังคา 1 ชั้นเป็นลักษณะเฉพาะแทบจะไม่พบที่ไหนเลยในปักกิ่ง

beihai-park

Note: สามารถเดินออกมาจากพระราชวังต้องห้ามก่อนถึงประตูอู่เหมิน (Wu men) ให้เลี้ยวซ้ายออกประตูทิศตะวันตกจะผ่านด้านข้างของสวนจงซาน (Zhongshan Park) บริเวณนี้มีร้านขายอาหารอยู่หลายร้านคล้ายๆฟาสต์ฟูดจําพวกข้าวหน้าต่างๆ จากนั้นให้เดินเลียบกําแพง พระราชวังไปเรื่อยๆจะเจอประตูทิศใต้สวนเบี้ยไฟหรือจะออกจากประตูทิศเหนือของพระราชวังก็ให้เลี้ยวซ้ายเดินไปตามถนนตรงไปจะเจอทางเข้าประตูทิศเหนือของสวนเปียไห่

ส่วนของกําแพงคล้ายป้อมปราการสร้างในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ กําแพงสูง 4.6 เมตร เส้นรอบ วง 276 เมตร แต่ต่อมาถูกทําลายไปด้วยแผ่นดินไหว และถูกสร้างใหม่ในสมัยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ ชิง ค.ศ.1690 ต่อมาสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงได้โปรดให้สร้างวัดและศาลาเพิ่มเติม ภายในวัดมีพระพุทธรูปหยกสีขาวที่เป็นไฮไลท์ พระพุทธรูปศากยมุนีสูง 1.5 เมตร ทําจากหยกก้อนเดียวบนเศียรและสายคาดประดับด้วยทับทิมและมรกต พระองค์นี้ถูกนํามาจากพม่าเพื่อนํามาถวายพระนางซูสีไทเฮาเป็นของขวัญให้กับการครองราชย์ปีที่ 24 ของจักรพรรดิ กวังซวี (Guangxu) แห่งราชวงศ์ชิง และด้านหน้าของศาลา มีสิ่งที่สะดุดสายตาเป็นพิเศษคือ โอ่งขนาดใหญ่ที่ทําจากหยกสีเขียวทั้งชิ้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 เมตร น้ำหนัก 3.5 ตัน อยู่ภายในศาลาหลังเล็กกรอบกระจกอย่างที่มีชื่อว่า Dushandayuhai เคยใช้เป็นภาชนะเก็บเหล้าองุ่นของจักรพรรดิกุบไลข่าน

ในบริเวณมีต้นสนจีน (Pinus Tabulaeformis) ขนาดใหญ่ที่มีเสาดามลําต้นไว้คือ Zheyin Hou มีอายุกว่า 800 ปี ลําต้นสูงมากกว่า 20 เมตร ในตํานานเล่าว่าจักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จมาที่นี่ ในฤดูร้อนพระองค์รู้สึกไม่สบายคล้ายจะเป็นลม เหล่าขุนนางจึงรีบเอาโต๊ะเก้าอี้มาให้ประทับพัก ผ่อน ปรากฏว่ามีสายสมเย็นใต้ต้นไม้ต้นนี้ทําให้อาการพระองค์ดีขึ้น จึงทรงรู้สึกขอบคุณต้นไม้ต้นนี้มาก จึงให้ชื่อว่า “Marquis of Shade” ซึ่งคําว่า Marquis (มาร์ควิส) เป็นบรรดาศักดิ์ในยุโรป ที่สูงกว่าท่านเคานต์ เสมือนยกย่องให้ต้นไม้เป็นขุนนางคนหนึ่ง

จาก Circular City เดินต่อไปทางทิศเหนือจะข้ามสะพานหย่งอัน (Yongan) ไปยังเกาะ หยก Qionghua หรือ Jade Island สะพานถูกสร้างสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 และมีบันได ทางเดินขึ้นเขาไปยังเจดีย์สีขาวบนยอดเขาลิบ ๆ ระหว่างทางมีตําหนัก อาคารน้อยใหญ่ หอกลอง หอระฆัง พลับพลา ซึ่งเกาะกลางทะเลสาบแห่งนี้ได้ชื่อว่า “Jade Islet in Spring Shade” เป็น 1 ในทัศนียภาพทั้ง 8 แห่งที่งดงามในกรุงปักกิ่งในสมัยราชวงศ์จิ้น

  • วัดเฉย่งอัน Yong an : Temple of Eternal Peace

เดิมวัดนี้ก็ใช้ชื่อว่าวัดเจดีย์ขาว สร้างครั้งแรก ค.ศ. 1651 สมัยจักรพรรดิซุ่นจื้อ (Shunzhi) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชิง เดิมมีอยู่ 7 หอศาลาพอถึงสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดหย่งกันและขยายให้ใหญ่ขึ้น มีการสร้างเพิ่มเติมในส่วนของหอธรรมจักร Falun Hall หอระฆังและหอกลองและอื่นๆ ตามมาภายหลังส่วนเจดีย์ขาว (White Dagoba) ที่อยู่ด้านบนสุดต้องเดินขึ้นบันได แม้ไม่ได้ชันมากแต่ด้วยจํานวนขั้นที่เยอะทําให้มีเหนื่อยกันได้บ้าง

  • หอธรรมจักร Falun Hall

ภายในวิหารธรรมจักรมีพระพุทธรูป ศากยมุนี พระโพธิสัตว์และ 18 อรหันต์ 

  • หอระฆัง

ภายในมีระฆังทําจากทองสัมฤทธิ์ สร้างในปี ค.ศ. 1651 และมีคํากล่าวว่า ถ้าได้ตีระฆัง 3 ครั้ง จะแคล้วคลาดจากภยันตรายใดๆตลอดทั้งปี แต่ก็ไม่เห็นใครที่เลยจึงไม่แน่ใจว่าห้ามรึเปล่า…

  • เจดีย์ขาว (White Dagoba)

ของเดิมสร้างในปี ค.ศ. 1651 แต่พังทลายมารอบนึงจากแผ่นดินไหวและถูกบูรณะขึ้นใหม่ เจดีย์ขาวสไตล์ทิเบตขนาดใหญ่พอสมควร สูง 35.9 เมตร ตรงประตูเจดีย์ด้านในได้เขียนคําสวดมนต์ในภาษาทิเบตไว้แต่ไม่ได้เปิดให้เข้าชมด้านในได้ จึงแต่เดินวนรอบนอกแทน ยอดบนสุดประดับด้วยรูปปั้นสีทองคล้ายเปลวไฟ ส่วนฐานของยอดแขวนระฆังทองแดง 14 ใบ ส่วนบริเวณรอบ ๆ จะมีหมู่ศาลาวิหาร (ที่บังวิวทะเลสาบไว้) จากบริเวณนี้จะมีทางลงหลายด้าน แต่ดูจากแผนที่ (เจ้าหน้าที่ที่นี่ไม่มีแจก ต้องเตรียมมา) แล้วจะต้องลงทางทิศตะวันออกเพื่อข้ามสะพานออกจากเกาะอีกที ถ้าไม่มีแผนผังมามีสิทธิ์งงได้ อาจจะหาทางออกไม่เจอเพราะหมู่ศาลาพลับพลาบังอยู่ แต่ก็อาศัยดูจุดที่คนขึ้น-ลงเยอะๆแทน วิธีนี้ค่อนข้างเวิร์คพอควร

BEIHAI-PARK

  • ฉาก 9 มังกร (Jiulong Bi)

บริเวณทางทิศเหนือมีส่วนของซุ้มประตู Huarangjie เมื่อเดินผ่านตรงไปจะเจอฉาก 9 มังกรที่มีความเชื่อว่าช่วยปกป้องภัยจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายได้สร้างสมัยจักรพรรดิเฉียงหลง ในปี ค.ศ.1756 ฉากขนาดใหญ่ ยาว 27 เมตร สูง 6 เมตร หนา 1.6 เมตร ประดับด้วยกระเบื้องหลากสีสัน 424 ชิ้น มีหลังคาทรงจีนคลุมด้านบน มีภาพมังกรทั้ง 2 ด้านๆละ 9 ตัว แต่ถ้านับรวมมังกรทั้งหมดที่ประดับตามมุมต่างๆ มีทั้งสิ้น 635 ตัว

ใกล้ๆมีร้านขายอาหารเครื่องดื่ม ซึ่งเราไม่พลาดในหน้าร้อนแบบนี้คือไอศกรีมแท่ง ราคา 5 หยวน บางยี่ห้อก็ไม่มีรูปบอกรสชาติแถมยังเป็นภาษาจีนล้วนเป็นความบันเทิงเล็กๆ ที่จะได้ลุ้นว่าจะอร่อยหรือเปล่า นอกจากนี้ยังมีบริการเช่าชุดแต่งกายจักรพรรดิ จักรพรรดินี ฮองเฮา สนนราคาก็พอๆกับที่เขาจิงซานแต่ดูไม่เป็นที่นิยมมากนัก

  • ฉาก Tieying Bi

ถ้าเดินตรงมายังริมน้ำจะเห็นฉากขนาดเล็ก Tieying Bi (iron shadow Screen) เล็กกว่าฉาก 9 มังกรหลายเท่า สร้างในสมัยราชวงศ์หยวน ถูกทํามาจากหินภูเขาไฟที่จับตัวเป็นก้อนเมื่อมองผ่านๆ จะดูคล้ายกับเหล็ก ฉากยาว 3.56 เมตร สูง 1.89 เมตร แกะสลักเป็นลวดลายเมฆและมังกรเดิม ฉากแห่งนี้อยู่ที่วัด Huguodesheng An และ ถูกย้ายมาไว้ที่นี่แทน

  • ประตู Huazangjie Memorial Archway

ซุ้มประตู 3 ช่องที่มีขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ ท่าเรือริมน้ําที่โดดเด่นสะดุดตา ส่วนบริเวณชายฝั่งด้านนี้จะมีเรือเปิดให้เช่าถีบเล่นในทะเลสาบ และถ้าจะนั่งเรือข้ามไปเกาะหยก ก็มีเรือลําใหญ่แต่จะออกเป็นรอบๆ ตั๋วซื้อที่บูธตรงท่าขึ้นเรือได้เลย

  • ศาลา 5 มังกร (Five-dragon pavilions)

มีทั้งหมด 5 ศาลา สร้างสมัยจักรพรรดิเจียจิ้ง (Jiajing) แห่งราชวงศ์หมิงในปี ค.ศ. 1543 ซึ่งศาลาถูกออกแบบมา เพื่อให้จักรพรรดิได้มาตกปลาพักผ่อนร่วมกับเหล่านางสนม และขุนนาง ศาลาตรงกลางมีชื่อว่า Longze Ting (Pavilion of Divine Auspiciousness) ศาลาทางตะวันออกคือ Chengxiang Ting (Pavilion of Serene Auspiciousness) baš Zixiang Ting (Pavilion of Permeating Fragrance) ส่วนศาลาทางทิศตะวันตกคือ Yongrui Ting (Pavilion of Gushing Auspiciousness) bax Fucui Ting (Pavilion of Floating Verdure) ในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงได้สั่งให้สร้างสะพานหินและเสาเพื่อทดแทนของเดิมที่ทํามาจากไม้

ชาวจีนนิยมมานั่งเล่นพักผ่อนกันริมทะเลสาบ บางศาลาคุณลุงคุณป้ามาจัดกิจกรรมเต้นลีลาศเปิดเพลงประกอบกันเสียงลั่นที่เดียว ยอมรับเลยว่าเต้นลีลาพริ้วกันแบบไม่มีใคร ดูแล้วก็เพลิดเพลินเหมือนยกเวทีลีลาศมาตั้งไว้ที่นี่เลย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet