Carmel-by-the sea เมืองชื่อแปลกในซานฟรานซิสโกที่ใครได้มาก็ต้องหลงรัก

Carmel

Carmel-by-the sea
คาร์เมล-พาย-เดอะ-ชี

เมืองชื่อแปลกที่ตั้งชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่า อยู่ใกล้กับชายหาดที่ลงเล่นน้ำได้ ขอเรียกสั้นๆ ว่า “คาร์เมล” ใจกลางเมืองเล็กๆแห่งนี้ไม่ถึงกับอยู่ติดทะเลเสียเลยทีเดียว สิ่งที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาที่นี้ก็คือ อาคารบ้านเรือนหลังเล็กๆ ดูคล้ายกระท่อมแบบเมืองแห่งเทพนิยาย เป็นร้านค้า ร้านอาหาร แกลเลอรีแสดงงานศิลป์ ร้านขายของแฮนด์เมด โรงแรมน่ารัก กระจายอยู่ตามถนนเล็กๆที่วางผังเมืองอย่างดี ตัวเมืองไม่มีเสาไฟฟ้าให้เกะกะสายตา เพราะเขานําลงดิน

คาร์เมล ก่อตั้งเป็นชุมชนขึ้นในปี 1916 โดยชนพื้นเมืองที่เรียกว่าชาว Esselen และ Ohlone และในปี 1771 ชาวสเปนก็ได้เข้าไปสร้างโบสถ์มิชชั่นขึ้นที่นี่ ต่อมาบรรดาศิลปินหลากหลายสาขาก็พากันเข้าไปสร้างสรรค์ผลงานกันที่เมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน จิตรกร ประติมากร กลายเป็นชุมชนคนสร้างงานศิลป์ ดึงดูดให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม ประกอบกับพื้นที่แถบนี้มีทิวทัศน์ที่งดงามของไร่องุ่นและโรงงานทําไวน์ รวมทั้งสนามกอล์ฟอีกหลายแห่ง เช่น Pepple Beach Golf ที่เคยจัดรายการแข่งขันระดับโลกมามากมายก็ตั้งอยู่ไม่ไกล คนที่มาเล่น มาดูกอล์ฟหรือทัวร์ไร่องุ่นจิบไวน์ ก็มักไปพักค้างแรมและรับประทานอาหารกันที่นี่

carmel

การเดินทางไปคาร์เมลจากมอนเทอเรย์

จาก Transit Plaza ในเมืองมอนเทอเรย์ นั่งรถเมล์ สาย 24 (GO PASS ใช้ได้) ถึงเมืองคาร์เมล ลงป้ายตรงข้าม สถานีดับเพลิง ใช้เวลาเดินทางเพียง 12 นาทีเท่านั้น ในตัวเมืองขนาดกะทัดรัด สามารถเดินถึงกันได้หมด

คลินต์ อีสต์วูด นักแสดงชื่อดังเคยเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองนี้ระหว่างปี 1986-1988 แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็เป็นสถานที่จัดงานภาพยนตร์นานาชาติ (Carmel International Film Festival) นาน 5 วันในช่วงกลางเดือนตุลาคมของทุกปี (http://carmelfmfest.com)

เดินดูรอบๆมีอาคารร้านค้าเล็กๆ ที่ตั้งเรียงรายเป็น ระเบียบอยู่ริมถนนสายต่างๆ มีทั้งร้านขนม ร้านอาหารนานาชาติ ตั้งสลับอยู่กับแกลเลอรีแสดงงานศิลปะ ส่วนร้านแบรนด์เนมไปรวมกันอยู่ใน CarmelPlaza เอาเป็นว่าถ้ามีเวลา 1 วันก็จะได้ประมาณนี้ ถือว่าไปเดินเล่นชมเมืองดูข้าวของน่ารักๆกันแบบเพลินๆ

TIP:

เมื่อไปถึงมอนเทอเรย์ อาจนั่งรถต่อไปยังเมืองคาร์เมลก่อนก็ได้ แล้วจึงค่อยกลับเข้าไปเที่ยวสถาน ที่หลัก 3 แห่งในมอนเทอเรย์ เพื่อจะได้หมดห่วงเรื่องรถบัสกลับ San Jose ซึ่งมีวันละไม่กี่เที่ยว

อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี (Yosemite National Park)

ตั้งอยู่ทางตะวันออกของซานฟรานซิสโกในแนวเทือกเขาอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี เซียร์ราเนวาดา (Siera Nevada) อันเป็นเขตแดนธรรมชาติกั้นระหว่างมลรัฐแคลิฟอร์เนียกับรัฐ เนวาดา ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติของอเมริกาเมื่อปี 1890 ได้ชื่อว่าเป็นดินแดน แห่งหุบเขาและภูผาสูงชัน เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาตินิยมไปเดินป่า ปีนเขาและ กิจกรรมผจญภัย

carmel

อุทยานแห่งนี้กินพื้นที่ 3,027 ตารางกิโลเมตร เฉพาะหุบเขาโยเซมิตีอันเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวนั้นมีความกว้าง 1.6 กิโลเมตร ยาว 11 กิโลเมตร เดิมเป็นทางตัดผ่าน ของธารน้ำแข็ง (Glacier) ตั้งแต่อดีตกาล จนกลายเป็นหุบเขาที่สวยงาม โดยมี ฮาล์ฟโดม (Ha Dome) และ เอล คาปิทาน (El Capitan) ภูเขาหินขนาดใหญ่มหึมาเป็นสัญลักษณ์ของอุทยาน นอกจากนี้ยังมีน้ำตก เส้นทางเดินชมธรรมชาติ ลําธาร ทะเลสาบ สัตว์ป่าและจุดชมวิวให้แวะเทย ชมหลายแห่ง โดยมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (Valley Visitor Center) คอยอํานวยความสะดวก คําแนะนําการเที่ยวชม และรถชัตเติลบัสฟรีวิ่งให้บริการไปยังจุดท่องเที่ยวสําคัญทั่วอุทยาน

การเดินทางไปจากซานฟรานซิสโก วิธีที่สะดวกและง่ายที่สุดคือการซื้อทัวร์ไป ถ้าจะไปเองต้องวางแผนให้ดี เพราะต้องนั่งรถหลายต่อและควรจะค้างที่นั่นด้วยสักคืน ” ไหนๆ ก็ดั้นด้นเสียเวลากับการเดินทางไกล ก็ควรอยู่ชื่นชมกับธรรมชาติให้คุ้มสักหน่อย โดยช่วงเหมาะกับการไปเที่ยวชมอุทยานแห่งนี้คือระหว่าง พ.ค.-ต.ค. ช่วงเวลาอื่นๆ มักมีหิมะ 

โยเซมิตี เป็นคําในภาษาอินเดียนแดง แปลว่า “หมีกริซซ์ลี” ซึ่งเป็นรูปสลักประจําเผ่าผู้ ครอบครองผืนดินแถบนี้มาโดยตลอดโดยไม่มีใครเข้าไปรบกวน จนถึงปี 1851 กองทหารม้าอาสา สมัครแห่งกองพันแมรีโพซาแคลิฟอร์เนีย ได้เข้ามาและพบเห็นทัศนียภาพของขุนเขาอันตระการตา เช่น น้ำตกไบรดัลเวล (Bridalvelt Fal) ทิ้งตัวสูงราว 190 เมตรลงมาจากหุบผาสูง ประจันหน้ากับ หน้าผาเอล คาปิทาน เมื่อกลับเข้าเมืองจึงนําไปบอกเล่าสู่กันฟัง จนมีนักท่องเที่ยวเข้าไปชม และได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติในที่สุด

เอล คาปิทาน เป็นหน้าผาสูงชันสูง 900 เมตร ตั้งตระหง่านเหนือฝั่งแม่น้ำเมิร์ซด์ (Merced River) ใกล้ปากทางเข้าหุบเขา ถัดเข้าไปเป็นน้ำตกโยเซมิตี (Yosemite Fall) สายน้ำที่หล่นลงมาสูง เป็นอันดับ 6 ของโลก คือสูงราว 739 เมตร สุดหุบเขาอีกฟากหนึ่งมีหินแกรนิตขนาดมหึมาชื่อ Half Dome หรือโดมครึ่งซีกตามลักษณะที่ด้านหลังเป็นโขดหินกลม แต่อีกด้านหนึ่งเป็นกําแพงหินตั้งชัน สูงถึง 670 เมตร ระหว่างหุบเขาเป็นที่ตั้ง Yosemite Village มีที่พัก ร้านอาหาร ลานจอดรถ ศูนย์ ข้อมูลนักท่องเที่ยวบอกเล่าประวัติความเป็นมาของอุทยาน และชัตเติลบัสคอยรับส่งนักท่องเที่ยวไป ยังจุดต่างๆ ที่กล่าวมา รวมทั้ง Mirror Lake, Vernal Fal, Nevada Fall และ Little Yosemite Valley

นอกจากนี้ภายในอุทยานยังอุดมไปด้วยมวลหมู่แมกไม้ต้นใหญ่ๆ สูงชะลูดอายุหลายร้อยปีที่มีมากคือ สนซีดาร์ ต้นโอ๊ก ต้นซีกวอยา (Sequoia) เป็นต้น โดยเฉพาะต้นซีกวอยายักษ์หลายต้นที่ ถูกเจาะเป็นอุโมงค์ให้รถวิ่งผ่านได้ อายุราว 2,700 ปี และถูกขนานนามว่า “กริซซ์ลียักษ์” (Grizzly Giant) จากชื่อหมีของชาวพื้นเมืองที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ปัจจุบันสัตว์ป่าที่พบเห็นได้ที่นี่ คือ หมีควาย อเมริกัน กวางล่อ เป็นต้น

แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยือน อุทยานแห่งนี้ราว 2.5 ล้านคน โดยเฉพาะฤดูร้อนจะคับคั่งเป็นพิเศษหากจะค้างคืนก็ต้องจองที่พักตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนฤดูอื่นๆก็สวยงามแตกต่างกันไป และผู้คนก็น้อยลง

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของอุทยานคือ www.yosemite.org

วิธีการเดินทางไป Yosemite Valley

  1. Greyhound Bus

นั่งเกรย์ฮาวด์บัส จากซานฟรานซิสโกไปลงที่ Merced ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จากนั้น นั่งรถบัส YARTS (Yosemite Area Regional Transportation System) เข้าไปยัง Valley Visitor Center (ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง) จากนั้นจึงเที่ยวชมตามจุดต่างๆ โดย Valley Shuttle Bus

  1. Amtrak

รถไฟ Amtrak มีบริการ Thruway Bus รับส่งระหว่างซานฟรานซิสโก ไปต่อรถไฟที่สถานี Stockton หรือ Emeryville เพื่อนั่งไปลงที่ Merced แล้วจึงนั่งรถบัส YARIS เข้าสู่อุทยานเช่นเดียวกับ วิธีแรก (เว็บไซต์ของรถไฟ www.amtrakcalifornia.com)

  1. One Day Tour Bus

ซื้อทัวร์บัสจากซานฟรานซิสโก ทัวร์ 1 วัน (ประมาณ 15 ชั่วโมง) ออกจากซานฟรานซิสโก ราว 7.00 น. และกลับถึงราว 22.00 น. ค่าทัวร์ 140-170 USD มีหลายบริษัทให้เลือก บางบริษัทยัง มีทัวร์แบบ 2-3 วันให้เลือกอีกด้วย หาซื้อได้เมื่อไปถึงซานฟรานซิสโก หรือจะซื้อออนไลน์ล่วงหน้าทาง เว็บไซต์ก็ได้ เช่น
www.starlinetours.com
www.tours4fun.com
 www.yosemitetourshuttle.com

Tip:

ทั้ง 3 วิธี หากเป็นการเดินทางไปกลับภายในวันเดียว จะมีเวลาเที่ยวชมในอุทยาน ราว 4 ชั่วโมงเท่าๆ กัน ส่วนผู้ที่เดินทางไปเอง ควรวางแผนให้รัดกุมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เนื่องจากในแต่ละวันมีเที่ยว รถบัส รถไฟ จากซานฟรานซิสโกค่อนข้าง น้อย พลาดเที่ยวใดเที่ยวหนึ่งอาจต้องรอรถ กลับอีกวันก็ได้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet