ทำความเข้าใจโครงสร้างของ Metro ก่อนเดินทางเที่ยวปารีส

metro

-ข้อควรรู้ก่อนเดินทางท่องเที่ยวในเมืองปารีส-

ก่อนจะพาคุณมุดใต้ดินเที่ยวกับเรานั้น อยากให้เข้าใจโครงสร้างเมโทรของที่นี่ก่อน หากคุณเคยนั่งรถไฟฟ้าบ้านเราแล้ว จะสามารถปรับตัวเข้ากับการนั่งเมโทรได้ไม่ยาก เริ่มจากมองหาสถานีที่อยู่ใกล้ๆที่พัก โดยสังเกตป้ายที่เขียนว่า “Metro” จากนั้นเดินลงไปข้างล่างผ่านประตูเปิดปิดแบบผลักที่ต้องใช้ความรุนแรงในการเปิดมากสักหน่อย ซึ่งบานประตูหนักอึ้งพวกนี้จะมีคุณอนันต์เพราะจะให้ความอบอุ่น และปรับสภาพร่างกายของเรา ยามลมหนาวรุนแรงมาเยือนกับตอนฝนโปรยปราย แต่กลับตรงกันข้ามเมื่อถึงฤดูร้อน ถ้าทุกสถานีปิดประตูทางเข้านี้ไว้ อากาศภายในอุโมงค์จะอบอ้าวขึ้นฉับพลัน ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ขึ้นรถเมล์บ้านเราช่วงเวลารีบเร่งในเดือนเมษายน

metro

จากประตูคุณต้องเดินหาห้องขายตั๋วรถไฟก่อนที่ตู้ขายเหล่านี้ จะมีข้อความภาษาอังกฤษอธิบายไว้พอสมควร แต่พนักงานส่วนใหญ่ก็พูดภาษาอังกฤษได้ดี สนนราคาของตั๋วรถไฟใต้ดินต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง (หมายถึงคุณสามารถเลือกลงสถานีที่ใกล้ไกลแค่ไหนก็ได้ ต่อเมโทรกสายก็ตาม แต่เมื่อออกจากสถานีแล้วเท่ากับเป็นการใช้หนึ่งครั้ง) คือ 1.30 ยูโร

ข้อแนะนำ

ให้คุณซื้อตั๋วอาทิตย์ซึ่งใช้ผ่านเข้าออก สถานีรถไฟมากครั้งเท่าไหร่ก็ได้ ในราคาเพียง 13 ยูโร (ซึ่งคุ้มกว่าการซื้อเป็นแบบต่อครั้งมากๆ) แต่มีเงื่อนไขว่า การใช้จะเริ่มนับตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์เท่านั้น หมายความว่าหากคุณซื้อตั๋วอาทิตย์ในวันพุธ พอถึงวัน อาทิตย์ตัวของคุณก็หมดอายุโดยอัตโนมัติ ซึ่งทุกสถานีจะขายตั๋วอาทิตย์นี้เฉพาะวันจันทร์ถึงวันพุธเท่านั้น หากเลยจากวันนี้เขาก็จะไม่ขายให้ (เพราะเขาคํานึงถึงความคุ้มค่าให้คุณเสร็จสรรพ) ต้องรอจนถึงวันจันทร์หน้าจึงจะซื้อได้

การซื้อตั๋ว

การซื้อตั๋วอาทิตย์จะต้องซื้อกับพนักงานที่ตู้ขายบริเวณทางเข้าสถานี หลังจากชําระเงินแล้วคุณจะได้รับ “ชุดตัวอาทิตย์” ซึ่งประกอบด้วย ID card สําหรับระบุเลขที่ตัวและชื่อผู้ถือบัตร ตัวสีส้มใช้เข้าออกสถานี ซองพลาสติกสําหรับบรรจุบัตรและตั๋ว เมื่อได้ครบแล้วคุณ จะต้องนํารูปถ่ายขนาด 1 นิ้วติดลงบนบัตร ซึ่งมีกาวในตัว จากนั้นกรอกชื่อนามสกุลภาษาอังกฤษลงในช่องที่กําหนด และระบุหมายเลขตัวซึ่งดูจากตัวสีส้ม

ที่บัตรนี้จะมีอีกส่วนที่เป็นแผ่นพลาสติกใสเพื่อมาให้สําหรับ เคลือบทับส่วนที่กรอกข้อความเรียบร้อยป้องกันผู้อื่นขโมยไปใช้ เพราะ ในสถานีจะมีกล้องวงจรปิดคอยตรวจสอบผู้ถือบัตรทุกคน เมื่อคุณมีตั๋วอาทิตย์แล้ว ก็สามารถเดินทางทั่วปารีสด้วยรถไฟใต้ดินได้อย่างสบาย และตัวที่คุณถือนี่ยังใช้ได้กับรถเมล์ทุกสายในปารีส โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแต่ถ้าคุณไม่อยากหรือไม่สามารถซื้อตั๋วอาทิตย์ได้ ก็สามารถซื้อตั๋ว ทีละ 10 ใบ (a carnet) ราคา 9.60 ยูโรแทน โดยตั๋วใบหนึ่งจะมีราคาไม่ถึง 1 ยูโร

เมื่อเตรียมตั๋วพร้อมแล้ว เราเริ่มกางแผนที่เมโทรเพื่อสํารวจเส้นทาง (แผนที่เมโทรส่วนใหญ่อยู่ด้านหลังของแผนที่ปารีส หยิบได้จากเคาน์เตอร์โรงแรมทุกแห่ง) กําหนดจุดหมายที่จะไป โดยดูว่ามีเมโทรสายไหนผ่านบ้าง และต้องต่อเมโทรสายนั้นที่สถานีไหน ทุกเมโทรที่เราจะขึ้นต้องรู้ว่าสถานีปลายทางจะไปทางไหน

อย่างสมมุติเราจะขึ้นสาย 1 ไป Champs-Elysees Clemencedu ในขณะที่เราเพิ่งออกจากโบสถ์ Cathedrale Notre-Dame เกาะกลางแม่น้ำ Seine ให้เดินข้ามสะพานตรงไปที่สถานีของ Hotel de Vile เพื่อต่อสาย 1 ไปยังจุดหมายของเรา แต่เราจะไม่มองหาป้าย Champ Elysees Clemencedน ต้องมองหาป้าย La Defense เพราะสุดสาย 1 นั้นคือ La Defen เมื่อจัดเส้นทางเรียบร้อยแล้วก็สอดตั๋วเข้าไป ในเครื่องผ่าน  

หากเป็นตั๋วอาทิตย์ก็รับกลับคืนและเก็บไว้ใช้ต่อ แต่ถ้าเป็นตั๋วประเภทอื่นก็รับกลับคืนแต่ไม่สามารถใช้ได้อีกนอกจากเก็บเป็นที่ระลึก เพราะตัวที่นี่ทําด้วยกระดาษแข็งสีฟ้าอมเขียว ซึ่งแต่ละปีอาจเปลี่ยนเป็นสีอื่นๆ ขนาด 3×6.5 เซนติเมตร ด้านบนไม่มีลวดลาย แค่ชื่อองค์การขนส่งมวลชนปารีส “RATP” ปั้มไว้ ต่อจากนั้นก็มองหาป้ายสุดสายและสายที่เราจะไป และยืนรอรถไฟตามที่ป้ายนั้นบอก

ก่อนจะถึงชานชาลาที่ขึ้นรถไฟใต้ดินบางครั้งคุณอาจต้องเดินตามอุโมงค์คดเคี้ยวบ้างหากสถานีนั้นเป็นชุมทางของรถไฟหลายสาย ลักษณะของอุโมงค์ให้นึกภาพง่ายๆ ว่าเป็นเพดานโค้งปูด้วยโมเสกสีขาวตลอด ที่น่าสนใจก็มีพวกป้ายโปสเตอร์โฆษณาเท่ๆที่ติดอยู่มากมายตามผนัง แต่ไม่ได้ติดกันเปรอะแบบบ้านเรา เขาจะทํากรอบขนาดมาตรฐานวางตําแหน่งให้ห่างกันพอควรเพื่อให้เป็นระเบียบ อีกอย่างที่ “ชอบมาก”

คือเสียงเพลงที่ลอยมาตามทาง ที่มาของเสียงเพลงนี้ เกิดจากศิลปินบาทวิถีที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาแสดงเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยจะต้องติดบัตรอนุญาตอายุ 1 วันไว้ตลอด หากเป็นพวกลักไก่ภาพจากกล้องวงจรปิดจะฟ้องทันที

เสียงเพลงที่นี่มีหลากหลาย ทั้งร้องหมู่สามถึงห้าคนร้องเดี่ยว เพลงบรรเลงด้วยไวโอลิน แอคคอร์เดียน หรือกีตาร์ หรือแม้แต่เครื่องดนตรีพื้นเมืองอย่างขิมจีน หรือกลองแอฟริกัน ที่น่าสังเกตคือ พวกเขาจะมีอปกรณ์อย่างเครื่องขยายเสียงและไมค์ขนาดเล็กมาด้วย นี่ละมังที่ทําให้เพลงของพวกเขามีพลังกังวานเป็นพิเศษจนละลายความรู้สึกรีบเร่งเวลาที่ต้องเดินไปมาในอุโมงค์ได้ชะงัด

แรกๆที่เราได้ยินเสียงเพลงต่างก็ลังเลว่า ถ้าเราหยุดยืนฟังแบบจริงจัง จะต้องสละเงินสักเท่าไหร่ หรือต้องซื้อแผ่นซีดีที่พวกเขาทําขึ้น มาจําหน่ายหรือเปล่า แล้วเราก็ได้คําตอบตอนที่เห็น “ฝรั่งมุง” นักเป่าแซกโซโฟนที่มีลีลาเหลือรับคนหนึ่งอย่างล้นหลาม เพราะเมื่อการแสดงจบทุกคนก็แตกฮือโดยไม่มีใครโยนเหรียญให้สักแดง นอกจากเสียงตบมือและรอยยิ้มอาบแก้ม แล้วนักดนตรีคนนั้นก็ยังยิ้มรื่นได้

ทําให้เราคิดว่านี่แหละที่เรียกว่า “ศิลปิน” ซึ่งขอเพียงให้มีใครสักคน มาชื่นชมผลงานมากกว่าจะสนใจเรื่องแก้วแหวนเงินทอง นักดนตรีเหล่านี้มาจากหลายแหล่งและหลากเชื้อชาติ บ้างเป็นชาวฝรั่งเศส บ้างก็พวกสเปน เม็กซิกัน หรือแม้แต่ชาวเอเชียก็มี

เมโทรทั้ง 14 ราย มีดังนี้

-สาย 1 วิ่งระหว่าง La Defense และ  Château de Vincennes
-สาย 2 วิ่งระหว่าง Porte Dauphine และ Nation
-สาย 3 วิ่งระหว่าง Pont de Levalois-Beconและ Galieni
สาย 3 ย่อย วิ่งระหว่าง Porte des Lilas และblač Gambetta
– สาย 4 วิ่งระหว่าง Porte de Clignancourtและ Porte d’Orleans
– สาย 5 วิ่งระหว่าง Bobigny-Pablo Picasso และ Place d’Itals
-สาย 6 วิ่งระหว่าง Charles de GaulleÉtoile และ Nation
-สาย 7 วิ่งระหว่าง La Courneuve-8 Mai 1945 และd’Ivry หรือ Villejuif-Louis Aragon
-สาย 8 วิ่งระหว่าง Balard และ Gretel-Prefecture
-สาย 9 วิ่งระหว่าง Pont de Sevres และ Mairie de Montreuil
-สาย 10 วิ่งระหว่าง Boulogne Pont de Saint-Cloud และ Gared’Austerlitz
-สาย 11 วิ่งระหว่าง Chatelet และ Mairie des Lilas
-สาย 12 วิ่งระหว่าง Porte de la Chapele และ Mairie d’Issy
สาย 13 วิ่งระหว่าง Gabriel Péri Asnieres-Genneviliersหรือ Saint Denis-Universite และ Chatillon-Montrouge
-สาย 14 วิ่งระหว่าง Madeleine และ Bibliotheque Francois Mitterrand

รถไฟของสาย 1 และสาย 14 ซึ่งเป็นสายใหม่ล่าสุดนั้นจะดูทันสมัยสามารถเดินทะลุได้ตลอดขบวน และประตูรถไฟก็จะเปิดปิดอัตโนมัติ ให้ผู้โดยสารขึ้นลงได้ทุกประตู ส่วนสายอื่นนั้นตู้รถไฟแบ่งเป็นโบกี้อาจจะเก่าหน่อยไม่สามารถเดินทะลุหากันได้ ที่สําคัญประตูจะไม่เป็นแบบ อัตโนมัติ ดังนั้นถ้าจะขึ้นหรือลงควรดูว่ามีปุ่มให้กดหรือมีคันโยกให้ยกขึ้นเพื่อเปิดประตูหรือไม่ และที่ต้องตื่นตัวตลอดการเดินทางก็คือ เมโทร

ที่นี่ไม่มีการประกาศชื่อของสถานีที่กําลังจะจอดแบบรถไฟฟ้าบ้านเรา (หรือเมืองอื่น) คุณจะต้องคอยดูชื่อของสถานีที่ติดไว้ในแต่ละสถานีเอง จะมีเพียงสาย 14 เท่านั้นที่มีการประกาศชื่อสถานี

อย่างที่รู้กันว่าการใช้ระบบขนส่งมวลชนในทุกที่มักจะมีคนหลายประเภทปะปนอยู่ เมโทรในกรุงปารีสก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่อยากให้คุณระวังที่สุดในการใช้เมโทรที่นี่ก็คือความปลอดภัยและทรัพย์สินของตัวคุณเอง ภาษาฝรั่งเศสนั้นเราก็ฟังได้แบบหางอึ้ง ทําให้ไกด์ส่วนตัวของ เราต้องคอยแปลเสียงในฟิล์มที่ทางสถานีประกาศคําเตือนให้ผู้ใช้เมโทร ฟังอยู่บ่อยๆ คือ “โปรดระวังขณะนี้มีนักล้วงกระเป๋าเดินปะปนอยู่ในสถานีนี้” และทุกครั้งที่มีคําประกาศแบบนี้คนที่ฟังออกก็จะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เริ่มส่ออาการไม่ไว้ใจคนรอบข้างทันที

ที่จริงเหตุการณ์นักท่องเที่ยวโดนล้วงกระเป๋าและวิ่งราวนั้นมีให้ได้ยินบ่อยๆ ทําไมผู้ประสงค์ร้าย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัยฝรั่งเศสเป็นบ้าน) ถึงได้มองกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวเสมอน่ะเหรอ ไกด์ของเราบอกว่า เพราะนักท่องเที่ยวมาอยู่ปารีสแค่แป๊ปเดียว หากเกิดการฉกชิงวิ่งราว ก็มักจะเลือกไม่แจ้งความ

ทําให้ผู้ประสงค์ร้ายรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายได้ง่ายๆ และกฎหมายที่นี่ก็รุนแรงมาก เขาจึงไม่อยากยุ่งกับคนฝรั่งเศสที่สามารถเอาเรื่องพวกเขาได้ สิ่ง หนึ่งที่ไกด์ของเราแนะนําสําหรับกรณีนี้คือ ให้พยายามทําตัวเหมือนคน ที่นี่มากที่สุด อย่าออกอาการนักท่องเที่ยวให้มากนัก กล้อง เป้สะพาย หลังหรือท่าทางตื่นเต้นชี้ชมเมืองแบบกะเหรี่ยง รวมไปถึงการกางแผนที่แล้วแสดงอาการงงเป็นไก่ตาแตก ควรเก็บเอาไว้ให้มิดชิด และ เราก็จะเที่ยวปารีสแบบซอกแซกได้สนุกขึ้น

สนับสนุนโดย Ufabet