ทำความรู้จักเมืองปารีส…มหานครแห่งศิลปะ

paris-2

ปารีส..มหานครแห่งศิลปะ

มหานครปารีส เมืองที่ละลานตาไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีอายุนับถอยหลังไปได้จนถึงยุคโรมันและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สถาปนิกรุ่นหลังพยายามผสมผสานให้ตึกอันทันสมัยนี้แทรกตัวเข้ากับ เมืองเก่าได้อย่างไม่เคอะเขิน ทั่วทุกซอกหลืบของเมืองจะเจอทั้งรูปปั้น งานประติมากรรม งานศิลปะ ทั้งแบบคลาสสิกและแบบร่วมสมัย ตั้งเด่นเป็นสง่า เพื่อบอกแลนด์มาร์กของพื้นที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ Les Halles, เมืองใหม่ La Defense, Marais, Place des Vosges และเกือบทุกที่ที่เราไปแล้วเราก็เกือบตาลายทันทีที่รู้ว่าที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ และอนุสาวรีย์เลื่องชื่อกว่า 70 แห่งให้เดินชม (ทั้งแบบเสียเงินและฟรี)

ซึ่งเราคงไม่สามารถเอ่ยชื่อภาพดังของศิลปินนามกระเดืองได้หมดไม่ว่า Qulilu Van Gogh (1853-1890), Gauguin (1848-1903), Renoir (18411919), Monet (1840-1903), Rodin (1840-1917), Cezanne (1839. 1906), Degas (1834-1917), Manet (1832-1883) เพราะภาพ “ส่วน ใหญ่” กระจายอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆทั่วกรุงปารีส

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะศาสตร์แห่งศิลปะแขนงต่างๆ รวมทั้งวิทยาการล้ำหน้าหลายด้าน มากระจุกตัวกันที่นี่ (อย่างหนาแน่น) ยิ่งเมื่อเราได้คุยกับนักเรียนไทย ก็ยิ่งรู้ลึกขึ้นไปอีกว่า ไม่ว่างานใดก็ตามที่คนฝรั่งเศสทํา เขาจะใส่ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นศิลปินลงไปเสมอ เราจึงไม่สงสัยเลยว่าทําไมหน้าร้านค้าในกรุงปารีส แม้เป็นเพียงร้านเพสตรีเล็กๆ เราถึงสามารถเห็นศิลปะในการทําและตกแต่งขนมและอาหารได้ในทันที หรือเพียงแค่ร้านรองเท้าตามซอกซอยที่เจ้าของแทบจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คุณก็จะทิ้งกับความเก๋ไก๋ของพื้นรองเท้าที่ทําเป็นลายดอกไม้สีสดน่ารัก หรือกระทั่งงานคิดคํานวณโครงสร้างอันแสนปวดหัวของวิศวกร ถ้าเป็นวิศวกรชาวฝรั่งเศสแล้วละก็ เพียงสถาปนิกโยน แบบของอาคารที่ไม่มีแม้คานหรือเสา หรืออาคารที่มีทรงเอนเอียงจนไม่ น่าจะสร้างได้มาให้เขาสามารถสวมวิญญาณศิลปินคํานวณทุกอย่าง ออกมาได้อย่างที่สถาปนิกต้องการ และด้วยความที่ทุกคนดูจะมีเลือดศิลปินอยู่ในตัวมากมายเลยทําให้กรุงปารีสดูโดดเด่นไม่เหมือนเมืองอื่นๆ

ก่อนที่เราจะได้สัมผัสปารีสจริงๆจังๆ เรามักคิดถึงสภาพเมืองที่มีตึกสูงใหญ่มากมาย และคนไทยส่วนใหญ่ที่ไป (กับคณะทัวร์จอดแวะ-แชะ ชอป หรือชะโงกทัวร์) ก็มักเน้นแต่เรื่องชอปปิง แฟชั่น น้ำหอม หอ Eiffel ทําให้เราได้ภาพปารีสที่บิดเบือนไปมากทีเดียว

ใจกลางกรุงปารีสจริงๆจะมีตึกสูงอยู่ไม่กี่ตึก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหม่ชื่อ La Defense และพื้นที่รอบนอก ดังนั้นหากเราขึ้นไปยืนตรงจุดชมวิวบนยอดโบสถ์ Cathedrale Notre-Dame ซึ่งเป็นโบส กลางเมือง (อยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ Seine) แล้วมองไปโดยรอบ 180 องศา ก็จะทิ้งกับทิวทัศน์ที่เป็นตึกและโบสถ์เก่ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา จนไปถึงเนินเขาที่ล้อมรอบกรุงปารีส ทุกมุมที่มองแทบจะไม่มีตึกใหญ่มาบังสายตา ขณะเดียวกันคุณจะพบว่ากรุงปารีสนั้นมีลักษณะเป็นแอ่ง กระทะโดยมีแม่น้ำ Seine ตัดผ่านตรงกลางจากตะวันตกไปสู่ตะวันออก (หรือจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก) แบ่งกรุงปารีสออกเป็นส่วนที่อยู่เหนือแม่น้ำและใต้แม่น้ำ ส่วนใหญ่พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมักเป็นที่ตั้งของสถานที่

paris-2

วันหยุดราชการในฝรั่งเศส

– วันอีสเตอร์ เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองการกลับมาของพระเยซูหลังจากถูกตรึงกางเขน จะตรงกับวันเสาร์ปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน แล้วแต่ในแต่ละปี

– วันจันทร์อีสเตอร์ ทั้งคาทอลิกและคริสเตียนต่างเฉลิมฉลองอีสเตอร์ในตอนค่ำของคืนวันเสาร์และจะเฉลิมฉลองต่อไปอีก 3 วัน ในสมัยโบราณจะเฉลิมฉลองอีสเตอร์จนถึงวันอังคาร จนถึงศตวรรษที่ 18 จึงได้ประกาศว่าให้การเฉลิมฉลองมีตั้งแต่วันเสาร์จนถึงวันจันทร์ และในวันจันทร์อีสเตอร์ นี้ผู้หญิงมีสิทธิ์ที่จะประท้วงสามีได้

– 1 พฤษภาคม : วันแรงงานแห่งชาติ

– 8 พฤษภาคม : Ascension Day เป็นการเฉลิมฉลองในการส่งพระเยซูกลับขึ้นสวรรค์ หลังเทศกาลอีสเตอร์ 40 วัน ในฝรั่งเศสยังเป็นวันที่ระลึกถึงความพ่ายแพ้ของนาซีเยอรมันที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1945

– Whitsunday : La Pentecote เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่ 7 หลังวันอีสเตอร์ เพื่อระลึกถึงการลงมาของ Holy Ghost (50 วันหลัง การกลับมาของพระเยซู) Whitsunday นี้มาจากการเรียกเสื้อผ้าสีขาวที่จะต้องใส่ สําหรับผู้ที่ต้องเข้าร่วมในพิธีแบบติสต์ – 14 กรกฎาคม : วันชาติ “La prise de la Bastille” เป็นสัญลักษณ์ของการ ปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789

– 15 สิงหาคม : L’Assomption เทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการจากไปของพระแม่มารีและการที่ท่านได้ไปสู่สรวงสวรรค์

– 1 พฤศจิกายน : La Toussaint เป็นวันที่ระลึกถึงนักบุญทั้งหลายและผู้ล่วงลับไปแล้ว

– 11 พฤศจิกายน : วันกองทัพ L’Armistice de 1918 เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่ เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1

-25 ธันวาคม : วันปีใหม่ วันคริสต์มาส เพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู 

สําคัญต่างๆ ไม่ว่าพิพิธภัณฑ์ Musée du Louvre, Pyramid, Place de LOpera, พิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay และอื่นๆอีกมาก

สิ่งก่อสร้างทั้งหมดที่เห็นอยู่เบื้องล่างนี้ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ พิพิธภัณฑ์ อนุสาวรีย์ สถานที่สําคัญในประวัติศาสตร์อย่าง Hotel de Ville ที่ พระนางมารีอองตัวเนต มเหสีของพระเจ้าของหลุยส์ที่ 16 เคยพัก Les Invalides ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ฝังศพของนโปเลียน

สวนสาธารณะ อย่าง Jardin des Tuileries, Parc de la Villette ล้วนสามารถไปถึง ได้โดยเมโทรหรือรถไฟใต้ดินของกรุงปารีส ดังนั้นเพื่อให้เที่ยวได้ทุกซอกทุกมุมในปารีส เราจึงมีรถไฟใต้ดินเป็นผู้ช่วยให้ชมเมืองได้ในราคาประหยัด

อย่างที่เล่าให้ฟังแล้วว่าเรื่องราวของปารีสนั้นถอยหลังไปได้ถึงยุคโรมัน และมีหลักฐานปรากฏว่าเคยเป็นนครหลวงของฝรั่งเศสมาถึง 2,000 ปี ทุกอย่างในกรุงปารีสจึงมีความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยปารีส และมหาวิทยาลัย Sorbonne ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบันก็ก่อตั้งมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 หรือในยุคสุโขทัยบ้านเรา ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ผู้คนบอกว่าเมโทรของที่นี่เปิดใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 หรือ พ.ศ. 2443 ในยุครัชกาลที่ 5 (แต่อึ้งเล็ก ๆ กับวิทยาการ ล้ำสมัยของคนยุโรปยุคนั้น) โดยเมโทรสาย 1 เป็นเส้นทางแรกที่วิ่ง ระหว่าง Chateau de Vincennes และ Charles de Gaulle Etoile

ในปัจจุบันเมโทรมีทั้งหมด 14 สายวิ่งทั่วกรุงปารีส มีรถไฟ (RER – Regir Autonome des Transports Parisiens) ที่เชื่อมเส้นทางจาก นอกเมืองสู่ใจกลางเมืองอีกสี่สาย และมีรถโดยสารเชื่อมต่อกับจุดหมายต่างๆ อีกเกือบ 30 สาย อาคารสถานที่ต่างๆในเมืองจะอยู่ในรัศมี 500 เมตรจากสถานีเมโทร เท่ากับว่าทั้งเมืองมีสถานีเมโทรทั้งหมด 368 แห่ง ซึ่งมีการประเมินว่าในแต่ละวันเมโทรได้ขนส่งผู้คนไปมาถึง 6 ล้านคน ถือได้ว่ากรุงปารีสมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีมากเมืองหนึ่ง และด้วยความพร้อมขนาดนี้ ทําไมเราจะไม่ใช้ชีวิตอย่างคนปารีสที่วิ่งขึ้น-ลง ตามเมโทรเพื่อเที่ยวชมมหานครอันงดงามนี้บ้างล่ะ