เที่ยวชมความสวยงามของ ถนนสายเกรตโอเชียน เมืองจีลอง

-ถนนสายเกรตโอเชียน (Great Ocean Road)-

เส้นทางถนนสายสวยยาวร่วม 300 กิโลเมตรเลาะเลียบริมฝั่งทะเลของมหาสมุทรนี้ เริ่มจากเมืองทอร์คีย์ (Torquay) ทางใต้ของเมืองจีลอง เลียบชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของรัฐวิกตอเรียไปสิ้นสุดที่เมืองวาร์นัมบูล ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดในโลกเส้นทางหนึ่ง ด้วยชายหาดที่งดงามกับป่าและ ภูเขา เส้นทางบางช่วงเป็นไหล่ทะเลที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนกลายเป็นผาหิน เว้าแหว่ง ส่วนที่หลุดออกไปอยู่ในทะเลกลายเป็นแท่งหินรูปร่างประหลาดที่ ผู้มีจินตนาการได้เปรียบเทียบและตั้งชื่อไว้ เช่น London Bridge เพราะมีรูปร่างเหมือนสะพานที่ลอนดอน เป็นต้น ตลอดเส้นทางสายนี้จะมีโรงแรม เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร และคาเฟทุกระดับสําหรับคนเดินทาง

จุดที่สวยที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดบนเส้นทางสายนี้คือ บริเวณอุทยานแห่งชาติพอร์ตแคมป์เบลล์ (Port Campbell National Park) ภาพโฆษณาการท่องเที่ยวออสเตรเลียที่เด่นติดตาทุกคนที่เห็นคือ ภาพของแท่งหิน “สาวก ทั้งสิบสอง” (Twelve Apostles) ซึ่งเป็นแท่งหินที่อยู่กลางทะเล เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลและคลื่นลมทําให้แท่งหินที่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน มีรูปร่างต่างๆกัน ปัจจุบันมีแท่งหินนี้เหลืออยู่ 10 แท่งเท่านั้น

  • วาร์นัมบูล (Warrnambool)

เป็นเมืองปลายทางของถนนสายเกรตโอเชียน วาร์นัมบูลมีพิพิธภัณฑ์ เกี่ยวกับเรือ (Flagstaff Hill Maritime Village) ที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเรือและการเดินเรือในสมัยตั้งถิ่นฐาน และเรือที่มาแตกใกล้ชายฝั่งแถบนี้ซึ่งมี หินใต้น้ำและแนวปะการังอยู่มาก รวมทั้งมีหมอกลงจัดด้วย

ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงที่วาฬพันธุ์ Southern Right เข้ามาใกล้ชายฝั่งวาร์นัมบูล หากโชคดีอาจสามารถมองเห็นได้จากชายฝั่ง

  • เส้นทางสายทองคํา (Goldfields Route)

ยุคตื่นทองของรัฐวิกตอเรียเริ่มขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1851 เมื่อมีการค้นพบ ทองคําในเมืองบัลลารัต ผู้คนจากอังกฤษและยุโรปพากันลงเรือมาแสวงโชค ทําให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดเมืองใหม่ๆขึ้น และทําให้เมลเบิร์น กลายเป็นศูนย์กลางของธุรกิจการค้าจนถึงปัจจุบัน เมื่อผ่านพ้นยุคทองไปแล้ว

บริเวณที่เคยเป็นเมืองเก่าและเหมืองทองเดิมก็กลายเป็นเส้นทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวชม

เมืองสําคัญบนเส้นทางสายนี้คือ บัลลารัต และเบนดิโก โดยบัลลาร์ อยู่ห่างจากเมลเบิร์นเพียง 112 กิโลเมตรบนเส้นทางเวสเทิร์นไฮเวย์ที่บ่ง เมืองอะเดเลด ส่วนเบนดิโกอยู่ห่างจากเมลเบิร์นไปทางเหนือ 150 กิโลเมตร

  • บัลลารัต (Ballarat)

มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ เหมืองทอง Sovereign ปัจจุบันเป็นเมืองจําลองชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคตื่นทองเมื่อปีค.ศ. 1860 ในเหมืองทองมีบ้านเรือนและอาคารแบบเก่า ผู้คนแต่งตัวแบบโบราณ มีพิพิธภัณฑ์ มีเหมืองให้ลงไปชม และให้นักท่องเที่ยวที่อยากลองร่อนหาทองคําในแม่น้ำได้ด้วย

Sovereign Hill เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9.30-17.00 น. ค่าเข้าชม คนละ 19.50 เหรียญ เว็บไซต์ www.Sovereignhill.com.au

ในตอนค่ำจะมีการแสดงแสงและเสียงจําลองเหตุการณ์สําคัญในประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในชื่อว่า Eureka Stockade ซึ่งเป็นการเกิดเหตุจลาจลนองเลือดของชาวออสซี่ซึ่งเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย 30 ชื่อการแสดงนี้ว่า Blood on the Southern Cross โดยมีโชว์คืนละ 2 รอบ ทุกวันจันทร์-เสาร์ ค่าเข้าชมคนละ 23.50 เหรียญ ถ้ารับประทานอาหารด้วยคนละ 40 เหรียญ

สถานที่น่าสนใจอีกแห่งคือ Gold Museum พพอง 16 เรื่องราวเกี่ยวกับทองและการขุดทอง เปิดทุกวัน เวลาเข้าชมคนละ 730 เหรียญ

นอกจากนี้ยังมีตั๋ว Sovereign Hill Gold Pass ทจ Sovereign Hill, Mine Tour และ Gold Museum ราคา 29 เหรียญ

เว็บไซต์ของบัลลารัตคือ www.ballarat.vic.gov.au และ www.ballarat.com

  • เบนดิโก (Bendigo)

เป็นเมืองที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์วิกตอเรียนที่น่าสนใจ คือเมืองนี้เป็นเมืองที่เคยมีผู้อพยพชาวจีนเข้ามากลุ่มใหญ่ในยุคตื่นทอง ซึ่งชุมชนชาวจีนนี้เองมีส่วนสําคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้เบนดิโกและเมลเบิร์น ปัจจุบันที่เบนดิโก มีพิพิธภัณฑ์มังกรทอง (Golden Dragon Museum) ตั้งอยู่ที่ Bridge Street เป็นที่เก็บรักษามังกร (Loong and Sun Loong Dragons) ที่เคยใช้เชิดในงาน Easter Fair Parade มังกรตัวหนึ่งนั้นกล่าวว่าเป็นมังกรที่ยาวที่สุดในโลก ในขณะที่อีกตัวหนึ่งเป็นมังกรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก พิพิธภัณฑ์มังกรทองเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลาและค่าเข้าชมตรวจสอบได้จาก
เว็บไซต์ www.goldendragonmuseum.org

นอกจากนั้นแล้ว หากต้องการชมเหมืองทองโบราณ จะไปชมได้ที่ Central Deborah Mine ซึ่งยังคงบรรยากาศการทํางานในเหมืองทอง มีนิทรรศการเครื่องมือและภาพถ่ายในสมัยนั้นด้วย ค่าทัวร์คนละ 16.90 เหรียญ ส่วนเวลาในการทัวร์นั้นควรตรวจสอบเสียก่อนจาก
เว็บไซต์ www.centraldeborah.com

เมื่อออกจากเมืองเบนดิโกแล้ว จะพบว่าเมืองโดยรอบก็มีสิ่งที่น่าสนใจเที่ยวชมมากมาย เช่น Bendigo Pottery โรงงานเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าแก่ ที่สุดในออสเตรเลียซึ่งยังคงผลิตงาน เว็บไซต์ www.bendigopottery.com.au บริเวณเดียวกันก็มีพิพิธภัณฑ์รถโบราณ Central Victorian Motor Museum ด้วย

สําหรับคนรักไวน์ รอบๆเมืองเบนดิโกเป็นแหล่งปลูกองุ่นทําไวน์ ที่เปิดให้ชิมไวน์หลายแห่งด้วยกัน

  • เมืองรัทเทอร์เกลน (Rutherglen)

เป็นเมืองเล็กๆบนเส้นทางสายทองคํา เมืองนี้มีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งผลิตไวน์แห่งหนึ่งของรัฐวิกตอเรีย และไร่องุ่นที่อยู่ในบริเวณนี้มีความสวยงาม ภูมิประเทศเหมาะกับการขี่จักรยานชมวิว

เว็บไซต์คือ www.Visitruther glen.com.au

  • เมืองเดลสฟอร์ด (Daylesford)

บ่อน้ำแร่ Hepburn Springs “กอากาศในสไตล์ “สปา” หรือการอาบน้ำแร่ของออสเตรเลีย ในทิวทัศน์ที่ สร้างในเมืองล้วนเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมยุควิกตอเรียและเอ็ดเวอร์เดียนในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมืองนี้เฟื่องฟู และเป็นที่นิยมในหมู่คนรวยชาวเมลเบิร์น กล่าวกันว่า น้ำแร่จากเมืองนี้ซึ่งมีบรรดา สามารถรักษาโรคได้สารพัด

เว็บไซต์ www.visitdaylesford.com.au

สสนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet