สัมผัสความงามของแสงเหนือที่ประเทศฟินแลนด์ใน ‘ดินแดนแลปแลนด์’

-ฟินแลนด์ตอนเหนือ (Northern Region)-

เรามาเริ่มออกนอกเมืองหลวงกันที่ภาคเหนือของฟินแลนด์ ต้องบอกว่ายินดีต้อนรับสู่บ้านซานตาครอสถึงจะถูก ที่นี่ถูกเรียกอีกอย่างว่า ดินแดนแลปแลนด์ (Lapland) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่คุณจะได้เข้าถึงความสงบและธรรมชาติอย่างหาที่เปรียบได้ยากจริงๆ ตามที่เกริ่นกันไปตอนต้นเรื่องแล้วว่าที่นี่มีชาวพื้นเมืองที่รู้จักกันในชื่อ “ซามิ” (Sami) ซึ่งคนเหล่านี้ มีภาษาการแต่งกาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมเป็นของตนเอง แต่ทั้งหมดที่ว่ามา ก็ทําให้ชาวซามิมีความน่ารักในแบบที่แตกต่างไปจากชาวฟินน์ทั่วไป

แลปแลนด์มีทัศนียภาพที่สวยงามมาก โดยในทุกๆฤดูกาลก็จะมีการแปรเปลี่ยนสภาพความงามเหล่านั้นไปตามการมาเยือนของฤดูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการมาเยือนของพระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun) ที่จะทําให้ เกือบตลอดทั้ง 24 ชั่วโมงของคุณยังคงเหมือนกลางวันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดที่ว่าคือความตื่นเต้นในการทําหลายๆ กิจกรรมที่หาไม่ได้ในฤดูไหนๆ ส่วนในฤดูใบไม้ร่วงก็จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจากสีเขียวชอุ่มเป็นโทนสีเหลือง ส้ม และแดงทั่วไปทั้งป่า ซึ่งนั่นเป็นความสวยงามที่ดูคลาสสิกปนโรแมนติกมากจริงๆ ฤดูกาลนี้เป็นช่วงเวลาที่ชาวซามิและนักท่องเที่ยว มักจะนิยมทํากิจกรรมอย่างพายเรือในทะเลสาบ ตั้งแต่ ตกปลา ไปจนถึงขี่จักรยานชื่นชมบรรยากาศดีๆในฤดูกาลนี้ พอช่วงเวลาวนกลับมาที่ฤดูหนาวก็จะเป็น ช่วงเวลาของแสงเหนือ (Northern Lights) ที่จะทําให้ท้องฟ้าที่แลปแลนด์ พิเศษและแตกต่างไปจากท้องฟ้าทั่วโลก เพราะมีแสงสีเขียวกระจัดกระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าที่เงียบสงบ หรือจะเป็นป่าหิมะที่ทําให้ทั้งแลปแลนด์ขาวโพลนไปทั่วทุกบริเวณ ซึ่งกิจกรรมยอดฮิตอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ควรทําให้ได้ใน หน้าหนาวที่แลปแลนด์ก็คือ สุนัขลากเลื่อน (Sled Dog) และ นั่งรถตะลุยหิมะ (Snowmobile Safari) นั่นเอง

โรวาเนียมี (Rovaniemi)

เท้าความกันก่อนว่าโรวาเนียมีเป็นเมืองหลวงของแลปแลนด์ ที่เคยถูกทําลายไปเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่สุดท้ายก็มีการสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งที่นี่มีแม่น้ำสายหลักอยู่ 2 สายที่ไหลผ่านใจกลางเมืองคือ แม่น้ำ Kemijok และแม่น้ำ Ounasjok ส่วนอาคารสําคัญๆ หลายแห่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ก็เป็นผลงานการออกแบบของ อัลวาร์ ออลโต โดยในการออกแบบส่วนมากจะเน้นแนวคิดไปที่ประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม รวมทั้งผสมผสานความทันสมัยเพิ่มเติมลงไปให้สมกับที่สร้างขึ้นมาใหม่ และทั้งหมดที่ว่ามานี้ ก็ทําให้โรวาเนียมีกลับมาเป็นเมืองน่ารักๆที่โรแมนติกจนนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะต้องมาเยือนโดยปริยาย

สถานที่และกิจกรรมที่น่าสนใจ

อย่างที่บอกไปแล้วว่าแลปแลนด์คือบ้านเกิดของซานตาคลอส ชายแก่ หนวดขาวที่นั่งรถเลือนลากด้วยกวางเรนเดียร์ ผู้ชายที่เด็กๆบอกกันว่าใจดีที่สุดในโลก ไม่ใช่แค่เพราะรอยยิ้มเป็นกันเองเพียงอย่างเดียวหรอก แต่ก็อย่างที่รู้กันดีว่าเขาจะมาแจกของขวัญวันคริสต์มาสให้กับเด็กๆทั่วโลก ดังนั้นจึงอย่านึกสงสัยถ้าจะบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมเกือบ ทุกอย่างของที่นี่มักมีความเกี่ยวข้องกับซานตาคลอสอยู่เสมอ เช่น

  • หมู่บ้านซานตา (Santa Clause Village)

ที่นี่เปรียบเสมือนที่แรกที่ต้องเตือนหากได้มาเหยียบแลปแลนด์ ก็เพราะความน่ารักที่จะทําให้ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ หลุดเข้าไปอยู่ในโลกของซานตาคลอส ที่นี่ยังมีร้านขายของขวัญ ของแฮนด์เมด และของที่ระลึกต่างๆมากมาย ให้ได้เลือกสรร ซึ่งความเก๋กว่านั้นของมันอยู่ตรงที่มีบริการส่งของขวัญ หรือจดหมายไปได้ทั่วโลกจากที่ทําการไปรษณีย์ของซานตาเอง แล้วนักท่องเที่ยวทั้งหลายจะอดใจไม่ซื้อได้ยังไง ในเมื่อได้มาเหยียบถึงถิ่น ผู้แจกของขวัญระดับโลกอย่างลุงซานตาแล้ว

  • ซานตาปาร์ก (Santapark)

ที่นี่เป็นทั้งสวนสาธารณะและสวนสนุกที่จะพาเข้าไปอยู่ในโลกของเทศกาลคริสต์มาส ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งบรรยากาศรอบๆ หรือการจัดกิจกรรมอะไรก็ตาม จะรู้สึกเหมือนกําลังฉลองคริสต์มาสอยู่ในขณะนั้น โดยเฉพาะการนั่งรถเลื่อนของซานตาที่หานั่งไม่ได้ทั่วไป เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่จะมีโอกาสได้เที่ยวชมทัศนียภาพของแลปแลนด์ด้วยรถเลือนของลุงซานตา

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หากต้องการจะซึมซับชาวซามิตั้งแต่แต่งกาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี ไปจนถึงวัฒนธรรมต่างๆของพวกเขา อย่าพลาดการมาเยือนที่นี่เด็ดขาด เพราะมีการจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียด นอกจากจะน่าสนใจและ ได้ความรู้แล้ว รับรองเลยว่าคุณต้องชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวซามิเป็น แม้พวกเขาจะแตกต่างไปจากชาวฟินน์ทั้งประเทศก็ตาม

  • อาร์กติกุม (Arktikum)

อาจดูจริงจังไปสักหน่อยหากจะบอกว่าให้ลองแวะไปเที่ยวที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะน่าเบื่อ เพราะเชื่อว่าที่นี่มีคําตอบของหลายๆอย่างที่นักท่องเที่ยวหลายๆคนอยากรู้ เพราะอาร์กติกุมเป็นสถานที่ที่ทําวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทุกอย่างในดินแดนขั้วโลกเหนือ ซึ่งก็อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าปรากฏการณ์ ทั้งหมดของที่นี่น่าสนใจมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นแสงเหนือไปจนถึงพระอาทิตย์เที่ยงคืนก็ตาม

  • พระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun)

ปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยากจากทั่วโลก แต่สามารถหาดูได้ง่ายๆจากดินแดนแลปแลนด์ สถานที่ที่ดีที่สุดในการชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนในฟินแลนด์มี 3 แห่งคือ เมืองอุทส์โยก (Utsjoki) เมืองอิวาโล (Ivalo) และเมือง Sodanky ซึ่งตรงกับช่วงระหว่าง เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ส่วนคนที่ต้องการชมที่แลปแลนด์ก็สามารถไปได้ที่เมือง Rovaniemi เมือง Kuusamo และเมือง Kemi ในช่วงเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม

ปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ไม่ตกดินเลยนานหลายสัปดาห์ แม้แต่เมืองที่อยู่ทางเหนือสุดของแลปแลนด์อย่าง อุทส์โยกิก็มีช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ไม่ตกดินเลยเป็นเวลาถึง 2 เดือนกว่า ซึ่งช่วงเวลานี้คือช่วงที่มีกลางวันที่ยาวนานที่สุดที่ชาวฟินน์เรียกกันว่า The longest summer day ส่วนในตอนใต้ก็เช่นกัน แม้จะไม่มากเท่าทางตอนเหนือ แต่ก็แทบไม่มีเวลากลางคืนเลย แม้กระทั่งกรุงเฮลซิงกิเองก็มี ช่วงเวลากลางวันนานถึง 20 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว

  • แสงเหนือ (Northern Lights)

ปรากฏการณ์ที่จะทําให้คุณรู้สึกคุ้มค่าที่สุดที่ได้มาเห็นกับตา นอกจากจะหาดูได้จากทางตอนเหนือของฟินแลนด์เท่านั้นแล้ว นี่ยังเป็นปรากฏการณ์ที่มองเห็นได้ตามเมืองที่อยู่เหนือเส้นอาร์กติกขึ้นไปอีกด้วย ลักษณะของลําแสงจะมีสีเขียวอ่อนปนเหลืองในเวลากลางคืนบนท้องฟ้า โดยแสงเหนือจะลากยาวเป็นหมื่นๆกิโลเมตรจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ซึ่งที่ปลายลําแสงด้านที่ต่ำกว่าจะมีสีส้มเรื่อๆไปจนถึงมีสีฟ้าปนม่วง โดยระดับความสูงเหนือพื้นดิน ประมาณ 100-1,000 กิโลเมตร และไฮไลต์ของแสงเหนือที่ทุกคนต้องอ้าปากค้างก็คือความรู้สึกที่เหมือนกําลังดูการเต้นระบําของมัน เพราะแสงเหนือจะเคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลา

ที่มาการเกิดปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือ Northern Lights ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Aurora Borealis มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและเดือนกันยายน ตุลาคม ซึ่งมีที่มาทาง วิทยาศาสตร์คล้ายๆกับการเกิดภาพในหลอดภาพโทรทัศน์ หรือการเปล่งแสงของหลอดไฟนีออนนั่นเอง โดยเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความเร่งของอนุภาคอิเล็กตรอนและโปรตรอนผ่านบริเวณสนามแม่เหล็กโลก โดยเป็นการปะทะเข้ากับโมเลกุลของอากาศจนทําให้เกิดการปลดปล่อย พลังงานออกมาในรูปของแสงทั้งหมดที่ว่ามานี้คงเพียงพอที่จะทําให้คุณ ต้องไปดูให้ได้กับตาตัวเองสักครั้งในชีวิต รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับการเดินทาง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet